วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

การเวียนว่ายตายเกิด กับ ความเชื่อในพระพุทธศาสนา



ก่อน ที่เราจะพูดถึงเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด ขอให้ทำความเข้าใจคำศัพท์ที่เกี่ยวเนื่องกับการเวียนว่ายตายเกิดเสียก่อน ซึ่งคำเหล่านั้นคือ วัฏสงสาร, สังสารวัฏ หรือ สงสารวัฏ คือ ภพภูมิที่มนุษย์หรือสรรพสัตว์ทั้งหลายต้องเวียนว่ายตายเกิด ตามหลักพระพุทธศาสนากล่าวว่า มีทั้งสิ้น ๓๑ ภูมิ ปอป้าจะไม่นำมาพูดในที่นี้ เพราะไม่ใช่ประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับคำถาม

สังสารวัฏ แปล ได้ว่า ความท่องเที่ยวไปในอาการที่เป็นวัฏฏะ คือหมุนเวียนไปเสมือนวงกลม (วัฏฏะ ตามพจนานุกรมแปลว่า วงกลม, การหมุน, การเวียนไป, กลม, เป็นวง)

ส่วนคำว่า สงสารวัฏ หมายถึงการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพภูมิต่าง ๆ ของสัตว์โลก ด้วยอำนาจแห่งกิเลส กรรม วิบาก หมุนวนอยู่เช่นนั้น ตราบเท่าที่ยังตัดกิเลส กรรม และวิบากไม่ได้ (วิบาก แปลว่า ผล, ผลแห่งกรรมดีกรรมชั่วอันทําไว้แต่อดีต)

เรื่อง การเวียนว่ายตายเกิด เป็นสิ่งที่ไม่สามารถพิสูจน์แล้วเอามาอภิปรายให้เห็นกันจะ ๆ ได้ มีแต่เสียงลือเสียงเล่าอ้างกันมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นยุคใดสมัยใด มักจะมีการพูดถึงเรื่องอดีตชาติ และชาติหน้าเสมอ แต่ในพระพุทธศาสนานั้น ชาติ คือความเกิด มีทั้งการเกิดทางสังขาร อย่างที่เราเกิดมาจากท้องของแม่เรา และการเกิดทางจิต

การเกิดทางสังขารนั้น
เมื่อเกิดมาแล้ว เจริญเติบโตไปตามวัย มีเกิด-แก่-เจ็บ และตาย ก็เป็นอันว่าหมดชาติหนึ่งแล้ว แต่การเกิดทางจิตนั้น สามารถเกิดแล้วดับ ดับแล้วเกิดได้เรื่อยไป วันหนึ่ง ๆ เกิด-ดับได้หลายสิบหลายร้อยหน ตราบ ใดที่เรายังไม่สามารถดับให้มันสนิทได้ มันก็ยังมีความทุกข์อยู่เรื่อยไป ที่ทุกข์เพราะเป็นการเกิดของอุปาทานว่าตัวเรา ของเรา เมื่อใดที่การเกิดทางจิตมีขึ้น ย่อมนำมาซึ่งความทุกข์ พระพุทธองค์จึงสอน ให้เรารู้จักตัวทุกข์ หาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ เรียนรู้ที่จะดับทุกข์ และลงมือปฏิบัติให้ทุกข์นั้นหมดไป (อริยสัจสี่) ด้วยการลงมือกระทำเดี๋ยวนี้ ชาตินี้ ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีชาติหน้าสำหรับเราให้ลงมือปฏิบัติได้อีกหรือเปล่า เรื่องของการเกิด-ดับในจิตนั้น มีรายละเอียดที่น่าสนใจให้ศึกษาอยู่ในปฏิจสมุปบาท อันเป็นหลักธรรมสำคัญในพระพุทธศาสนา ถ้ามีเวลาอยากให้หามาอ่านกัน จะทำให้เข้าใจพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น

ในพระไตรปิฎก หมวดสังยุตตนิกาย นิทานวรรค กล่าวถึงพระพุทธดำรัสเกี่ยวกับการเวียนว่ายตายเกิดไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเสมือนท่อนไม้ที่โยนขึ้นไปในอากาศ บางครั้งก็ตกลงทางโคน บางครั้งก็ตกลงทางกลาง บางครั้งก็ตกลงทางปลายสัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกมัด วิ่งไป ท่องเที่ยวไปอยู่ บางครั้งก็ไปสู่โลกอื่นจากโลกนี้ บางครั้งก็มาสู่โลกนี้จากโลกอื่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้ มีที่สุดอันตามไปไม่พบ ไม่ปรากฏเงื่อนเบื้องต้น เบื้องปลาย ของสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกมัด วิ่งไป ท่องเที่ยวไปอยู่ ควรเพื่อจะเบื่อหน่าย คลายกำหนัดในสังขารทั้งปวง ควรที่จะพ้นไปเสีย "

การไม่แน่ใจในการเวียนว่ายตายเกิดว่ามีจริงหรือไม่ ไม่ได้เป็นการบ่งชี้ว่าไม่เชื่อในพระพุทธศาสนาแต่อย่างใด เนื่อง จากหลักของพระพุทธศาสนาไม่ได้มุ่งเน้นให้เห็นถึงความสำคัญของการเวียนว่าย ตายเกิด แต่ชี้ให้เห็นถึงความทุกข์อันเกิดจากการเวียนว่ายตายเกิด สอนให้รู้จักหนทางแห่งการดับทุกข์ทั้งปวง คนส่วนมากมักจะเข้าใจผิด แม้แต่พระสงฆ์บางรูปยังสอนให้คนเข้าใจว่า สวรรค์เป็นสิ่งยอดปรารถนาที่ทุกคนควรจะไปให้ถึง เพราะมันเป็นดินแดนแห่งความสุข สวยงาม หลาย ๆ คนพากันหลงใหลอยากไปสวรรค์จนลืมหลักสำคัญอันเป็นความมุ่งหมายของพระพุทธ ศาสนา คือ
การดับทุกข์

ถ้าเราศึกษาพระพุทธศาสนาด้วยปัญญา จะเห็นและเข้าใจได้ว่า พระพุทธศาสนามีความมุ่งหมายที่จะแก้ไขปัญหา
ต่าง ๆ ของมนุษย์ ให้อยู่อย่างไม่มีทุกข์ คือให้อยู่ในกองทุกข์อย่างมีความสุข และที่สุดพระพุทธศาสนามุ่งหมายที่จะขจัดความทุกข์ให้หมดไปจากมนุษย์นั่นเอง
กล่าว คือ เมื่อเรายังต้องมีชีวิตอยู่อย่างมนุษย์ธรรมดาทั่วไป พุทธศาสนาสอนให้เรามีชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นสุข ท่ามกลางความทุกข์ และความวุ่นวายสับสนในสังคม โดยนำหลักธรรมต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน ส่วนผู้ที่เห็นแจ้งแล้วว่าถึงแม้จะสุขอย่างไร มันก็ยังเป็นทุกข์อยู่ดี พุทธศาสนาก็สอนถึงวิธีดับทุกข์ชนิดไม่เหลือเชื้อ คือดับสนิท หรือนิพพาน ดังนั้น การที่พระพุทธองค์ทรงประกาศพระศาสนานั้น เป็นการประกาศความจริง พร้อมทั้งวิธีที่จะปฏิบัติจนทำให้รู้และเข้าใจถึงความจริงที่ว่า ไม่มีตัวเรา-ของเรา (ท่านพุทธทาสพูดอยู่เสมอ ๆ ว่า ตัวกู-ของกู) เมื่อไม่มีตัวเรา-ของเราแล้ว จะมีชาติ-ภพ หรือการเวียนว่ายตายเกิดได้อย่างไร ทุกสิ่งย่อมเป็นอนัตตา (คือไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน)

อีกสิ่งหนึ่งที่ ได้ยินมากับตัวเองบ่อย ๆ คือ พุทธศาสนามีไว้สำหรับคนที่เบื่อโลกแล้ว ถ้าจะศึกษาพุทธศาสนาจะต้องปลงกับทุกสิ่งรอบกาย ทำนองว่าต้องละจากสังคมรอบด้าน ถ้าจะให้ดีต้องปลีกตัวไปอยู่ป่า ไปบวชอยู่วัด หรือบางคนโดนแซวว่าอกหักรักคุดหรืออย่างไร จึงหันหน้าเข้าวัด อะไรทำนองนั้น ทีนี้คนที่เริ่มจะศึกษาก็เกิดความกลัวขึ้นมา กลัวว่าจะต้องทิ้งสิ่งสวยงาม ความสะดวกสบายทั้งหลาย จะต้องทิ้งครอบครัว กลัวโดนเพื่อนแซว และก็เคยมีบางคนที่เริ่มปฏิบัติธรรมใหม่ ๆ ถามปอป้าว่า เขาจะทำอย่างไรดี เพราะตั้งแต่เข้ามาปฏิบัติธรรม เขาไม่กล้ามีเพศสัมพันธ์กับสามีหรือภรรยาของตัวเอง เพราะกลัวบาป กลัวกายและใจจะสกปรก สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ยังมีคนเข้าใจในพระพุทธศาสนาผิด ๆ อีกมาก

ขอพูดเรื่องส่วนตัวของตัว เองเล็กน้อยว่า ชีวิตที่ผ่านมาตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยไม้ใกล้ฝั่งอยู่นี้ ได้ดีมีความสุข ครองรักครองเรือน เลี้ยงลูกให้เป็นคนดีได้เพราะพระพุทธศาสนา แม้กระทั่งการประกอบสัมมาอาชีพ ก็อาศัยหลักธรรมของพระพุทธองค์ทั้งสิ้น ศึกษา ปริยัติ นำมาประยุกต์ และลงมือปฏิบัติ ส่งผลให้ครอบครัวและคนรอบข้างร่มเย็น มีความสุข แม้จะอยู่ท่ามกลางพายุชีวิตที่โหมกระหน่ำก็ตาม นาวาชีวิตไม่เคยแตก ไม่เคยล่ม แม้จะมีรูรั่วบ้างเป็นบางครั้ง แต่ก็สามารถผ่านมาได้ด้วยสติและปัญญาอันเกิดมาจากพระธรรมคำสั่งสอนของพระ พุทธองค์ พูดได้เต็มปากเต็มคำว่า โชคดีที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ได้มีโอกาสเรียนพระธรรม ปฏิบัติภาวนา ถึงแม้จะตายสักสิบครั้งร้อยครั้ง ก็ไม่เสียดายเลย

หลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ทันสมัยอยู่เสมอ แม้เวลาจะล่วงผ่านมานานกว่า ๒๕๐๐ ปีแล้วก็ตาม ในทำนองเดียวกัน พระพุทธศาสนาได้ชื่อว่า เป็นศาสนาแห่งการบังคับตนเองบนพื้นฐานของความเป็นจริงด้วยเหตุและผล มิใช่ศาสนาแห่งการอ้อนวอน ร้องขอต่อพระเจ้า เราต้องรู้จักบังคับตัวเอง แล้วเราก็จะรู้และเข้าใจด้วยตัวของเราเอง ไม่มีใครมาบอกเล่าให้เราบรรลุธรรม สำเร็จธรรมได้ นอกจากเราต้องปฏิบัติด้วยตัวของเราเอง แต่การปฏิบัตินั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้อย่างถูกต้องว่าแก่นหรือหลักของพระพุทธ ศาสนาคืออะไร

ท้ายที่สุดนี้ อยากบอกทุกท่านว่า เมื่อเรามั่นใจว่าทุกสิ่งในชีวิตของเรานั้น เราคิดดี พูดดี ทำดี สร้างแต่กรรมดีมาตลอด ดำเนินชีวิตตามคำสอนของพระพุทธองค์ด้วยความรู้ ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ชาติหน้ามีจริงหรือไม่ ไม่ใช่สาระสำคัญ การเชื่อในพระพุทธศาสนานั้น ไม่มีใครรู้ดีมากไปกว่าตัวของเราเอง เพราะมันเป็น ปัจจัตตัง คือวิญญูหรือผู้รู้ พึงรู้เฉพาะตน...ค่ะ

ชาติที่แล้วเราเป็นใครกันหนอ ? (2)



3. แบ่งไปตามลักษณะจิตใจหรือความต้องการลักษณะจิตใจของมนุษย์เราแต่ละคนนั้นมีความแตกต่าง
ซึ่งการแบ่งในลักษณะนี้มักจะเป็นไปตามลักษณะของทางธรรมว่าด้วยเรื่องของจิต
ซึ่งมีทั้งลักษณะที่ดีและไม่ดีว่ามาจากจิตเดิมที่ต่างภพทั้งที่เคยอยู่สูงกว่าและต่ำกว่าภพภูมิของมนุษย์

3. แบ่งไปตามลักษณะจิตใจหรือความต้องการลักษณะจิตใจของมนุษย์เราแต่ละคนนั้นมีความแตกต่าง
ซึ่งการแบ่งในลักษณะนี้มักจะเป็นไปตามลักษณะของทางธรรมว่าด้วยเรื่องของจิต
ซึ่งมีทั้งลักษณะที่ดีและไม่ดีว่ามาจากจิตเดิมที่ต่างภพทั้งที่เคยอยู่สูงกว่าและต่ำกว่าภพภูมิของมนุษย์

ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินคำว่า คนที่ดีและชั่วนั้นอาจเกิดขึ้นมาจาก “กมลสันดานเดิม” ที่ติดตัวมา
บางคนก็ดีประดุจเทพไม่มีอะไรจะมาสั่นไหวคลอนแคลนคุณธรรมของเขาไปได้ แต่กับบางคนก็ชั่วร้ายสุดพรรณนาไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน นี่ก็อาจเป็นพื้นฐานจากจิตเดิมที่มาจากภพภูมิที่แตกต่างกัน

คนที่มีลักษณะนิสัยทางจิตในทางที่ดีมนุษย์บางคนเกิดมาก็มีนิสัยรักสวยรักงาม รักความมีอารมณ์ดี
เป็นคนใจเย็นโกรธยากใจดีมีคุณธรรมมากมีความกลัวบาปโดยที่ไม่มีต้องสั่งสอนมาก
มนุษย์ประเภทนี้ก็อาจมีจิตฐานเดิมคือมีใจเป็น เทวดาหรือเคยเกิดเป็น “เทวดา” มาก่อน

บางคนก็มีวิสัยชอบไปปฏิบัติธรรมบำเพ็ญการเจริญสมาธิภาวนาอยู่เป็นประจำ ทำได้ดีโดยไม่ต้องสอนอะไรมากเข้าถึงเรื่องการประพฤติธรรมได้เร็วมีความเมตตาและคุณธรรมสูงกว่ามนุษย์ธรรมดา
ก็อาจมีจิตฐานเดิมคือมีใจเป็น “พรหม” หรือมีความเป็นอยู่แบบเป็นฤๅษีมาก่อนในภพชาติปัจจุบัน
เมื่อจิตเดิมหรือสัญญาเดิมยังคงมีเหลือจึงสามารถกระทำและเข้าถึงธรรมะได้เร็ว

ด้วยการตั้งข้อสันนิษฐานเช่นนี้จึงเป็นที่น่าคิดได้ว่าอาจเป็นที่มาของคำกล่าวว่า “โชคดีที่ได้เจอคนดี เหมือนมีพระหรือมีเทพมาโปรด”

มีครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งของผู้เขียนที่ในชาติอายุท่านยังน้อย อ่อนกว่าผู้เขียนเป็นรอบ
แต่ภูมิธรรมของท่านสูงมาก และท่านได้ช่วยเหลือคนมามากมายในประเทศนี้ ทั้งผู้ใหญ่ระดับชาติและคนทั่วไปท่านบอกกับผู้เขียนเองว่า ในอดีตชาตินั้นท่านเคยเป็นฤๅษีมาก่อน เคยบำเพ็ญบารมีมา

และมาเกิดในชาตินี้ จึงต้องมีหน้าที่เอาความรู้เดิม บุญเก่าของท่านมาช่วยคนที่ตกทุกข์ยากในเรื่องต่างๆ
ที่ในชาติก่อนไม่มีโอกาสได้ช่วยทั้งๆ ที่เขามาขอความช่วยเหลือไว้ และคนพวกนั้นก็ตามมาเกิด
และยังคงอยากจะให้ช่วยเหมือนเดิม ครูบาอาจารย์ท่านนี้ท่านเก่งมากในเรื่องของโรคเวรโรคกรรมและการแก้ไขในวิบากกรรมไม่ดี

คนที่มีลักษณะนิสัยจิตไปในทางที่เลวตรงกันข้ามกับชีวิตของมนุษย์บางคนที่ชีวิตนี้เป็นทุกข์เดือดร้อนใจอยู่เสมอ จนมักเอ่ยคำว่า “ตกนรกทั้งเป็น” ก็เพราะมีจิตเดิมที่มีประสบการณ์เหมือนตกนรกมาแล้วหลายครั้งอันเนื่องมาจากการกระทำเดิมของตนเองเมื่อได้เกิดเป็นมนุษย์แล้วจึงมีจิตใจที่ร้อนรุ่มอยู่ที่แห่งใดก็ไม่เคยเป็นสุขอาจจะมีอุปนิสัยขี้ร้อนอยู่เสมอ ต้องอาบน้ำวันละหลาย ๆครั้ง ก็เพราะในอดีตชาติอาจเคยเกิดเป็น “สัตวนรก”ที่ต้องทนทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัสและยาวนานมากมาก่อน

หรือในคนที่มีจิตใจละโมบโลภมากที่ไม่รู้จักพอมีเท่าไหร่ก็ยังหิวโหยไม่มีที่สิ้นสุดและอยากจะได้สิ่งต่าง ๆอยู่ร่ำไปก็มีใจเป็น “เปรต” บางคนก็ถือตัวถือตนชอบใช้อำนาจบาตรใหญ่คอยข่มเหงรังแกคนอื่นก็มีใจเหมือน “ยักษ์มาร”

ดังนั้นเราจึงจะเห็นได้ว่าบรรดามนุษย์ที่เกิดมาในภพชาติปัจจุบันจึงมีทั้งคนดีคนเลวแตกต่างกันไป
บางคนก็ทำความดีได้ง่ายไม่รู้สึกยากเย็นก็เพราะมีจิตฐานเดิมที่อยู่ในภพภูมิที่สูงคือเคยเป็น
อย่างน้อยก็ภพภูมิมนุษย์หรือสูงขึ้นไป แต่กับบางคนก็รู้สึกว่าการทำความดีเป็นเรื่องยากลำบาก
คนที่ทำชั่วได้ง่ายโดยไม่รู้สึกอะไรต้องมีผู้รู้มาคอยชี้ทางสั่งสอนและใช้เวลายาวนานในการเรียนรู้
ในการทำความดีก็เพราะอาจเคยเกิดอยู่ในภพภูมิที่ต่ำกว่า

พระพุทธองค์เคยรำพึงออกมาเกี่ยวกับเรื่องการทำความดีของมนุษย์ว่า “คนดีความดีทำง่ายแต่ความชั่วทำยากแต่คนชั่วความชั่วทำง่ายแต่ความดีนั้นทำยาก”

4. แบ่งไปตามลักษณะความสัมพันธ์ของบุคคลลักษณะความสัมพันธ์ของมนุษย์แต่ละคนนั้น
มีการนำมาตั้งสมมติฐานถึงในอดีตชาติได้ว่าเป็นเพราะเคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อนทั้งในทางที่เกื้อกูลซึ่งกันและกันและมีความสัมพันธ์ในลักษณะที่ไม่ดีคือเป็นศัตรูต่อกัน

4.1 ความสัมพันธ์ในลักษณะที่เกื้อกูลกันอย่างคนที่เกิดมาเป็น พ่อแม่ลูกกัน,เป็นพี่น้อง,หรือญาติ
ก็เพราะในอดีตชาติเคยช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาก่อน มีความผูกพันรักใคร่กันมายาวนาน
ในภพชาติปัจจุบันจึงได้กลับมาเจอกันกลับมาสร้างความสัมพันธ์ที่ต้องคอยช่วยเหลือดูแลกันต่อไป

หรือกรณีที่คนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลยแต่ละคนได้มาเจอกัน ได้มาร่วมงานกันแล้วได้มาช่วยกันสร้างงาน, สร้างความสำเร็จหรือสร้างบุญร่วมกันดังที่มีตัวอย่างบุคคลสำคัญทางด้านธุรกิจหลายคน
ผู้ที่เป็นหุ้นส่วนกันแล้วสามารถสร้างบริษัทเล็ก ๆให้กลายเป็นบริษัทใหญ่ ๆ มีชื่อเสียงระดับโลก

หรือ ทีมงานใด ๆที่ร่วมกันสร้างงานจนประสบความสำเร็จ หรือคนที่ได้มาบวชในพระพุทธศาสนาพร้อม ๆ กันและเจริญในพระธรรมพร้อมกันหรือได้กลายเป็นลูกศิษย์อาจารย์กัน ก็เพราะได้กระทำกรรมร่วมกันมาในอดีตชาติ ในปัจจุบันจึงได้กลับมาร่วมงานหรือร่วมบุญกันอีก

หรือในกรณีของคนที่จะเป็นคู่รักกันก็เพราะมีความสัมพันธ์แต่เดิมในอดีตดังที่
พระพุทธองค์ทรงตรัสกล่าวถึงเรื่องของความรักและบุพเพสันนิวาส (ธัมมปทัฏฐกถาภาคที่ 2 สามาวดี)ไว้ว่า

“ปุพฺเพ วะ สันนิวาเสนะ ปัจจะปันนะหิเตนะ วา เอวันตัง ชะยะเต เปมัง อุปะลัง วะ ยะโส ทะเก ฯ” อันหมายความว่าความรักนั้น เกิดขึ้นด้วยเหตุ 2 ประการได้แก่

1. ด้วยเคยอยู่ร่วมกันมาแต่ปางก่อน 2. ด้วยช่วยเหลือเกื้อกูลกันในปัจจุบัน

ทั้งนี้การที่ความรักจะเกิดขึ้นมานั้น ต้องมีการอยู่ร่วมกันแต่ปางก่อน
และเกื้อกูลช่วยเหลือกันมาด้วยในภพปัจจุบันเป็นส่วนประกอบสำคัญ ตัวอย่างเช่นพระพุทธองค์เองได้พบกับพระนางพิมพา
ในอดีตชาติแรกสุดคือ พระองค์เป็นสุเมธดาบส และพระนางพิมพาเกิดเป็นพระนางอมิตตา
พระนางอมิตตาเคยลงไปช่วยสุเมธดาบสทำทางเพื่อเป็นทางผ่านของพระพุทธเจ้าทีปังกร
พระนางอธิษฐานขอพรจากพระพุทธเจ้าทีปังกรให้เป็นเนื้อคู่กับสุเมธดาบสทุกชาติไป
ซึ่งก็เป็นไปตามนั้นเพราะไม่ว่าจะเกิดอีกกี่ชาติ พระนางและสุเมธดาบสจะเกิดเป็นอะไรก็ตามต่างก็ได้มาเคียงคู่กัน

การที่คนสองคนซึ่งไม่ว่าจะอยู่ในฐานะอะไรในอดีตชาติมีสัญญาหรือความทรงจำเดิม มีการกระทำหรือเคยร่วมกรรมกันมาทั้งในฝ่ายกรรมดีและกรรมไม่ดี เมื่อมาในชาตินี้ก็ได้มีโอกาสอีกครั้งที่ดวงจิตสองดวงที่เคยเคียงคู่กันอาจจะได้มีโอกาสมาร่วมคู่ครองกันอีกครั้งเพื่อเกื้อกูลกันสร้างบุญกุศลหรือมาชดใช้ในเรื่องวิบากกรรมเก่าในชาติปัจจุบันนี้

ดังนั้นคนที่จะเป็นเนื้อคู่ที่ผูกกันพันมาตั้งแต่อดีตชาติเวลาที่พบเจอกันก็จะมีความรู้สึกคุ้นเคย
ห่วงหาอาทรกันอย่างไม่อาจบอกได้ว่าเป็นเพราะอะไร อันเป็นที่มาของวลีอมตะที่ว่า
“เขาหรือเธอคนนี้ เป็นคนที่เกิดมาเพื่อพบกับเราอย่างแท้จริง” อย่างนี้เป็นต้น

a. ความสัมพันธ์ในลักษณะที่เป็นศัตรูกันประเภทเห็นหน้าก็ไม่ถูกชะตาเราทุกคนอาจจะได้พบเหตุการณ์เช่นนี้คือ
เมื่อพบเจอหน้ากันเพียงครั้งแรกก็มีความรู้สึกว่าไม่ถูกชะตากันแล้วอันไม่อาจจะบอกได้ว่าเป็นเพราะสาเหตุอันใดการที่เรามีความรู้สึกว่า “ตัวเรากับคนๆนี้ชะตาไม่ถูกกันเลย” เป็นเพราะว่า ตัวจิตเดิมหรือสัญญาเดิมของเราเองเป็นผู้บอกเอาไว้เพราะดวงจิตของคนนั้นได้ผ่านการเวียนว่ายตายเกิด มาหลายภพหลายชาติแล้วจึงสามารถรู้ได้จำได้ลางๆ ว่าคนนี้ได้เคยเป็นศัตรูกันมาก่อนและ ไม่มีการอโหสิกรรมกันทำให้ต้องเป็นศัตรูกันตลอดไปก็เลิกจองเวรกันในชาตินี้

คนในครอบครัวเดียวกันเบียดเบียนกันเองเรื่องราวของคนในครอบครัวที่เป็น พ่อแม่พี่น้องฆ่ากันตายนั้น
หรือกระทำทารุณกรรมกันในลักษณะต่าง ๆได้อย่างไม่น่าเชื่อ บางคนอาจจะสงสัยว่าเหตุใดคนที่เป็นคนในครอบครัวเดียวกันแท้ ๆกลับไม่รักกันก็เป็นเรื่องของ จิตเดิมและอดีตกรรมเป็นเรื่องของอดีตชาติของคนที่เคยเป็นศัตรูกันมาหรือคนที่เป็นคู่อาฆาตกันมาแต่อดีตชาติแล้ว เป็นเจ้ากรรมนายเวรซึ่งกันและกันตามชดใช้กรรมซึ่งกันและกรรม

เมื่อต่างคนต่างเกิดมาเจอกันอีก ก็จะต้องมีเรื่องให้สะสางกันล้างแค้นกันโดยระดับความรุนแรงขึ้นอยู่กับ
เหตุการณ์ในครั้งก่อน ๆ เป็นปัจจัยและส่วนใหญ่คู่อาฆาตกันจริง ๆ แล้วจะต้องอยู่ใกล้กัน
ยิ่งเป็นคู่ที่ต้องสะสางกันหลาย ๆ เรื่องแล้ว โอกาสที่จะเกิดเป็นพี่น้องกันญาติกันจึงมีมากชาติปัจจุบันนี้
จึงมาคิดบัญชีก้นต่อไม่จบสิ้นเพราะยังไม่มีใครอโหสิกรรมหรือเลิกจองเวรกันได้ง่าย ๆ

เช่นกรณีที่พี่ฆ่าน้อง,อาฆ่าหลาน ,ลูกฆ่าพ่อแม่, พ่อข่มขืนลูกหรือแม้แต่การเบียดเบียนให้เดือดร้อนในทางอื่น ๆเช่นลูกเป็นเหตุให้เสียทรัพย์ หรือเสื่อมเสียชื่อเสียงเป็นที่อับอายต่อวงศ์ตระกูลก็เพราะมีอดีตชาติที่ได้อาฆาตผูกพันจองเวรกันมาและยังต้องตามชดใช้กรรมกันต่อไป

5. แบ่งไปตามลักษณะของความเป็นไปของมนุษย์อันเกิดจากการกระทำคนที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ด้วยกันก็ยังสามารถตั้งข้อสงสัยต่อได้อีกว่าเมื่อได้เกิดมาเป็นมนุษย์เหมือนกัน แต่ทำไมคนเรานั้นจึงมีความแตกต่างกันในด้านความเป็นอยู่และเป็นไปในด้านต่าง ๆมากเหลือเกิน ทำไมบางคนเกิดมารวย มาสวย เก่งมีปัญญาแต่กับบางคนก็เกิดมาอัปลักษณ์มีชีวิตที่หดหู่มีแต่ความทุกข์หรืออุปสรรคในชีวิตนานัปการ

ลักษณะของความเป็นอยู่และเป็นไปของคนเรานั้น พระพุทธองค์ได้ตรัสอธิบายเป็นข้อธรรม
ให้กับชายหนุ่มที่ชื่อ “สุภมานพ” เป็นลูกของเศรษฐีที่มีความสงสัยในเรื่องกรรม
เขามีความสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่า ถ้าความดี ความชั่วมีจริงอย่างนี้ ทำไมคนเราเกิดมาจึงไม่เหมือนกัน

และเขาได้ไปเข้าเฝ้าถามพระพุทธเจ้า เป็นคำถาม 7 คู่ รวมเป็น14 ข้อ และพระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสตอบ
โดยทรงขยายความในจูฬกัมมวิภังสูตร ซึ่งจะขอนำมาสรุปให้ทราบกันดังนี้คำถามคู่ที่ 1 สุภมานพถามว่า
“ทำไมบางคนเกิดมาอายุสั้น บางคนอายุยืน?” พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสตอบว่า

“คนที่เกิดมาอายุสั้นนั้น ก็เป็นเพราะว่า เมื่อชาติปางก่อนเป็นคนที่ชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
ไม่มีศีล 5 เมื่อสิ้นอายุขัยจากชาตินั้นแล้ว ต้องไปตกนรกหมกไหม้เพื่อชดใช้กรรมที่ทำมา
จนเมื่อรับโทษจากนรกจนหมดกรรมชั่วนั้นแล้ว ก็กลับมาเกิดเป็นคน เพราะเป็นผลของเศษเวรเศษกรรม
ที่เคยทำมาและติดตามมาส่งผลจึงทำให้ต้องอายุสั้นตายเร็ว ไม่มีโอกาสได้สร้างบุญกุศล

ส่วนคนที่เกิดมาอายุยืนนั้น ก็เพราะเมื่อชาติปางก่อนเขาเป็นคนมีศีล 5 มีศีลธรรมประจำใจ
เมื่อสิ้นอายุขัยจากชาตินั้นแล้ว จึงไปเกิดในภพภูมิที่ดี เช่นไปเกิดเป็นเทวดาในชั้นต่างๆ ได้เสวยบุญที่ทำมาเมื่อถึงเวลาพ้นจากภพนั้นแล้ว ก็มาเกิดมาเป็นคนอีกครั้ง บุญกุศลที่เคยสะสมมา ก็ยังตามมาส่งผลทำให้อายุนั้นยืนยาว

คำถามคู่ที่ 2 สุภมานพถามว่า “ทำไมบางคนมีโรคภัยไข้เจ็บมาก บางคนไม่ค่อยมีโรคภัยไข้เจ็บ?”พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสตอบว่า

“การที่คนเกิดมามีโรคภัยไข้เจ็บมาก ก็เพราะว่าเมื่อชาติปางก่อนนั้นเป็นคนที่ชอบทรมานทรมาน เบียดเบียนสัตว์กักขังสัตว์ ซึ่ง “สัตว์” ในความหมายทางพระพุทธศาสนานั้น หมายถึง สัตว์ที่มีรูปกายละเอียดที่สายตามนุษย์ธรรมดามองไม่เห็น ได้แก่ พรหม เทพเทวดา เปรต อสุรกาย หรือสัตว์นรกต่าง ๆและสัตว์ที่มีรูปกายหยาบที่สายตามนุษย์เห็นได้ได้แก่ สัตว์เดรัจฉาน และมนุษย์ด้วยกันเอง

การเกิดแต่กรรมนี้ก็คือ เกิดจากกรรมที่ทำให้สัตว์นั้นเจ็บปวดทรมานได้ตามมาส่งผลเป็นวิบากกรรมในฝ่ายไม่ดีในชาตินี้ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ นานา จนบางคนที่ถูกโรคบางโรคคุกคามจนไม่หายขาดเสียทีก็เรียกว่าโรคเวรโรคกรรม ในคนที่เกิดมามีสุขภาพดี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บที่รุนแรงและบ่อยครั้งจนรักษาไม่ได้นั้น กล่าวโดยสรุปก็คือด้วยเหตุที่ว่าคนเหล่านั้นที่มีชีวิตความเป็นอยู่เป็นผู้มีอายุยืนยาวก็เพราะเป็นคนมีความเมตตาต่อสัตว์ ไม่เบียดเบียนและเอ็นดูสัตว์ทั้งหลาย

คำถามคู่ที่ 3 สุภมานพถามว่า “ทำไมบางคนเกิดมารูปร่างไม่สวย ส่วนบางคนรูปร่างสวย” พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสตอบว่า

“คนบางคนเป็นคนขี้โกรธ มีความโกรธเป็นเจ้าเรือน” ก็คือ เมื่อสิ้นอายุขัยไปแล้วจึงไปเกิดในอบายภูมิหรือสถานที่ลำบาก เมื่อ หมดจากภพนั้นได้มาเกิดเป็นคนอีกครั้ง เพราะความที่เป็นคนขี้โกรธอยู่เสมอ ชาตินี้จึงเป็นคนที่มีหน้าตาขี้ริ้ว ขี้เหร่ ไม่สวยงามอัปลักษณ์

“ส่วนเหตุที่คนเกิดมานั้นรูปสวย” ก็คือ เป็นเพราะในชาติปางก่อนเป็นคนดีมีเมตตา
ไม่เป็นคนขี้โกรธเจ้าอารมณ์จึงส่งผลให้เขาผู้นั้นมีรูปร่างหน้าตาสวยงาม

คำถามคู่ที่ 4 สุภมานพถามว่า “ทำไมคนบางคนเกิดมามีวาสนาน้อย
เป็นคนที่ต่ำต้อยกับทำไมคนบางคนจึงเกิดมามีวาสนามียศถาบรรดาศักดิ์” พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสตอบว่า

“คนบางคนเกิดมามีวาสนาน้อย เพราะเมื่อชาติปางก่อนนั้นเป็นคนขี้อิจฉาริษยา คือ เป็นคนที่เห็นคนอื่นดีกว่าตัวเองไม่ได้ต้องคอยอิจฉาริษยาคนอื่นร่ำไปเมื่อเกิดมาใหม่จึงต้องรับผลกรรมแห่งความริษยานั้นด้วยการเกิดมาทุกข์ยากต่ำต้อย”

“ส่วนคนบางคนจึงเกิดมามีวาสนามียศถาบรรดาศักดิ์ เพราะเป็นคนมีใจคอกว้างขวาง ไม่คิดอิจฉาริษยาใครยินดีที่เห็นผู้อื่นนั้นมีความสุขความเจริญคือ เป็นคนที่ทั้งชีวิตนั้นมองเห็นความสำเร็จของผู้อื่นด้วยความชื่นชมยินดีเบิกบานและเป็นสุขไม่คิดชิงดีชิงเด่นกับใคร”

คำถามคู่ที่ 5 สุภมานพถามว่า “ทำไมคนบางคนเกิดมายากจน คนบางคนเกิดมาร่ำรวย” พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสตอบว่า

“คนบางคนเกิดมายากจน เพราะชาติปางก่อนเขาเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว ไม่รู้จักบริจาคทาน จึงเกิดมายากจนส่วนคนที่เกิดมาร่ำรวย ได้พ่อแม่ร่ำรวย เกิดมาในสกุลที่ร่ำรวย ก็เพราะว่าชาติก่อนนั้นเขาเป็นคนที่บริจาคทานยินดีในการบริจาค ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว”

คำถามคู่ที่ 6 สุภมานพ ถามว่า “ทำไมคนบางคนเกิดในสกุลต่ำ คนบางคนเกิดมาในสกุลสูง”พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสตอบว่า

“เพราะชาติปางก่อน คนบางคนเกิดในสกุลต่ำ คนประเภทนี้เป็นคนไม่อ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่
เป็นคนแข็งกระด้างเมื่อตายไปก็ไปเกิดในสถานที่ลำบาก เช่น นรก เป็นต้น เมื่อกลับมาเกิดเป็นมนุษย์แล้วจึงเกิดในสกุลต่ำ เช่นในสกุลจัณฑาลหรือเป็นพวกชาวประมงเป็นพวกที่แร้นแค้น ลำบาก เดือดร้อน”

ส่วนคนที่เกิดในสกุลสูงนั้นตรงกันข้าม เขาเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ ต่อสมณะพราหมณ์ ต่อผู้ประพฤติดีเมื่อ ตายไปก็ไปเกิดในที่ดี มีสวรรค์ เป็นต้น เมื่อกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นคนที่เกิดในสกุลสูง เช่น สกุลกษัตริย์ สกุลเศรษฐี หรือสกุลเจ้านาย”

คำถามคู่ที่ 7 ซึ่งเป็นคำถามคู่สุดท้ายสุภมานพถามว่า “ทำไมคนบางคนจึงเกิดมาโง่ คนบางคนเกิดมาฉลาด”พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสตอบว่า

เพราะเมื่อชาติปางก่อนนั้น เป็นคนไม่เข้าไปไต่ถามหาความรู้ต่อสมณพราหมณ์ต่อผู้ประพฤติดี
ผู้รู้คุณธรรมหรือมีความประพฤติชอบดูถูกดูแคลนผู้ประพฤติธรรมรวมถึงคนอื่น ๆชอบดื่มสุราให้ขาดสติอยู่เป็นประจำ
เมื่อเกิดมาจึงเป็นคนโง่เขลาปัญญาทึบ หรือแม้แต่ พิการทางปัญญา

ส่วนคนที่เกิดมามีปัญญาฉลาด เพราะเข้าไปไต่ถามหาความรู้ต่อสมณพราหมณ์ ผู้ประพฤติดี
ถามถึงบาปบุญคุณโทษและไม่ยอมยุ่งเกี่ยวกับอบายมุขใด ๆอันก่อให้เกิดโทษเป็นต้น เพราะฉะนั้น เขาจึงเกิดมามีปัญญา

นี่คือปัญหา 14 ข้อ 7 คู่ที่พระพุทธเจ้าตรัสตอบสุภมาณพ เมื่อสุภมาณพได้ฟังแล้วก็เข้าใจในเรื่องแห่งกรรมและกฎแห่งกรรม เกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาที่ไม่เหมือนศาสนาอื่นใด จึงได้ประกาศตัวนับถือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วคุณผู้อ่านคงจะเริ่มพอจะเข้าใจแล้ว ยิ่งจากการแสดงธรรมของพระพุทธเจ้าที่ยกมาแสดงนี้เชื่อว่าทำให้ท่านผู้อ่านได้พอที่รู้ถึงอดีตชาติเบื้องต้นของตนเองแล้ว

เพราะเมื่อดูจากพฤติกรรม, ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลหรือการกระทำเหล่านี้เมื่อลองเปรียบเทียบดูกับลักษณะนิสัยและความเป็นอยู่สถานภาพของตนเองแล้วในปัจจุบัน เราอาจพากันตั้งข้อสันนิษฐานได้ว่า
ชาติก่อนเราจะเป็นอะไรหรือทำกรรมอันใดไว้หนอ

แต่ไม่ว่าอดีตของเราจะเคยเกิดเป็นอะไรก็ตาม เราไม่สามรถกลับไปแก้ไขในกรรมที่ทำมาได้

ขอให้รู้เพื่อเป็นบทเรียนสำคัญในชีวิตที่เหลืออยู่ในชาตินี้ และไม่ต้องไปกลัวเพราะมีทางแก้ไขให้ชีวิตนั้นดีขึ้นด้วยการสร้างกรรมดี สร้างบุญกุศลในชาตินี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
อย่าไปสร้างกรรมไม่ดีอีกเพราะเรานั้นรู้ทางแล้วว่า ถ้าไปทำกรรมชั่วแบบนั้นเราต้องพบผลร้ายอย่างไรอีก

อย่าประมาทในบุญ เพราะบุญนั้นเป็นที่พึ่งได้จริง ขอให้สร้างบุญกันให้เยอะๆ เพื่อให้อานิสงส์ผลบุญนั้น
นำเราไปเกิดในภพภูมิที่สูงขึ้น อย่างน้อยก็ขอเป็นคนเต็มคน ไม่พิกลพิการ ไม่เกิดมาลำบากอีกครั้งในชาติหน้า

และในชาตินี้แม้ยังอาจจะต้องพบกับความลำบาก ความยากจนหรืออุปสรรคใดๆ ในชีวิต ก็ไม่ต้องไปท้อใจไปนั่งเสียใจอะไร กรรมที่เราทำมาเราก็ต้องยอมรับ แต่ไม่ใช่ให้ยอมจำนน ยอมแพ้กรรมเก่าจนไม่คิดจะทำอะไรต้องสู้ สร้างกำลังใจใหม่ กรรมใหม่ฝ่ายดีงาม เพื่อเปลี่ยนชีวิตของเราให้ดีขึ้น

มีคนมากมายที่ยอมรับในกรรมเก่าฝ่ายไม่ดีที่ทำมา แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้กรรมเก่า เช่น คนพิการคนหนึ่ง
เดินไม่ได้ไปไหนมาไหนต้องคลานไป เอามือแทนเท้า เขารู้ดีว่าในชาติหนึ่งชาติใดในอดีตชาติ
เขาต้องเคยทำร้าย ทำลายสัตว์หรือชีวิตผู้อื่น ต้องเคยเบียดเบียนคนอื่น ชาตินี้จึงเกิดมาทั้งพิการทั้งจน

แต่ในชาตินี้ เขาไม่ยอมทำกรรมแบบนั้นอีกเพราะรู้ถึงพิษสงและผลของกรรมแล้ว ชาตินี้จึงพยายามช่วยเหลือตัวเองไม่เบียดเบียนใครมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ประกอบอาชีพสุจริต ทำบุญไม่เคยหยุดและทำบุญ ด้วยปัญญา คือ ทำบุญแบบตนเองไม่เดือดร้อนและไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน

รู้จักหลักการทำบุญแบบได้บุญมากทั้งวัตถุทานนั้นบริสุทธิ์ ผู้ให้คือตัวเองบริสุทธิ์ทั้งก่อนให้
กำลังให้และหลังการให้มีจิตใจที่ผ่องใส และผู้รับนั้นบริสุทธิ์
สร้างบุญบารมีตามที่พระพุทธองค์สอนเอาไว้ในหลักบุญกิริยาวัตถุ 10 อย่างมั่นคง

แม้กรรมเก่าจะส่งผลให้เขาพิการและจน แต่กรรมใหม่ที่สร้างขึ้นมาในชาตินี้ ก็มาช่วยให้เขาร่ำรวยในเวลาต่อมาและเชื่อได้ว่าในภพชาติหน้าเขาก็จะไปเกิดในสภาพที่ดีกว่านี้แน่นอน

และอยากบอกกับทุกคนว่า ต้องภูมิใจ ดีใจที่ชาตินี้โชคดีได้เกิดมาเป็น “คน” อีก เพราะในอดีตชาติของเราต้องเคยบำเพ็ญคุณงามความดีมาพอสมควรไม่น้อย เมื่อตอนเราจะตายในชาตินั้น จิตเราติดอยู่ในบุญกุศลที่ทำมาเราจึงได้มีโอกาสเป็นคน เป็นสัตว์ที่อยู่ในภพภูมิที่สูงกว่าสัตว์อื่น ๆ อีกมากมาย

เมื่อพูดถึงจิตวิญญาณที่ท่องเที่ยวในวัฏสงสารไม่ว่าจะเป็นภพภูมิใด เคยเป็นอะไรมาก่อนไม่ว่า งู ไส้เดือน ลิง มนุษย์ เปรต ยักษ์ สัตว์นรก เทวดา หรือพรหมใดก็ตามถ้าก่อนตายจิตนั้นเป็นทางบุญกุศล ก็มีสิทธิ์ที่จะไปเกิดใหม่ในภพภูมิที่ดี

และกล่าวได้ว่า ในภพมนุษย์นี้ถือเป็นภพภูมิที่ดีและประเสริฐที่สุด ซึ่งแม้แต่พวกเทวดา นางฟ้ายังอยากจุติมาเกิดเลย

คำว่า “มนุษย์” ถ้าว่ากันตามศัพท์แล้ว แปลว่า สัตว์ที่มีจิตใจสูง คือสูงกว่าสัตว์เดรัจฉาน เปรต ยักษ์ สัตว์นรกใด ๆ เพราะมนุษย์ที่แท้จริงจะรู้จักผิดชอบชั่วดี รู้จักว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์และไร้ประโยชน์ มีความละอายและเกรงกลัวในการกระทำบาปกรรมและด้วยวิสัยแล้วจะประพฤติตนให้อยู่ในกรอบของกฎระเบียบของความดีต่างจากสัตว์อื่น ๆ

ที่สำคัญนั้น การได้เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆเลยทีเดียว !!

ชาติที่แล้วเราเป็นใครกันหนอ ? (1)



พระพุทธองค์เคยตรัสกล่าวกับพระอานนท์เรื่องของ
“ลักษณะอาการที่ปรากฏหรือแสดงออกมาตามการกระทำของคนเราในชาติปัจจุบัน” เรื่องนี้มีอยู่ว่า

ในสมัยพุทธกาลนั้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอยู่ ณ วัดพระเชตวันมหาวิหาร ได้มีอุบาสก 5 คน
เป็นสหายกันเดินทางมานั่งฟังธรรมของพระพุทธองค์ แต่ทว่ากิริยาอาการต่าง ๆ ของแต่ละคนนั้นมีอาการแตกต่างกันไป

โดยที่คนหนึ่งนั้นนั่งหลับ อีกคนก็เอานิ้วนั่งเขียนพื้นดินเล่น คนหนึ่งก็นั่งเขย่าต้นไม้
คนหนึ่งก็นั่งแหงนดูดาวดูท้องฟ้าไม่สนใจอะไรเลย
มีเพียงอุบาสกคนเดียวที่ยังนั่งฟังธรรมะที่พระองค์บรรยายด้วยอาการสงบ

การที่แต่ละคนแสดงออกถึงอาการเหล่านี้จึงเป็นประเด็นให้พระอานนท์เกิดความสงสัยเป็นอย่างมาก
จึงกราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ทำไมเหล่าอุบาสกทั้งหลายคงได้แสดงกิริยาที่แตกต่างกันเช่นนั้น

พระพุทธองค์จึงตรัสเล่าอดีตชาติของแต่ละบุคคลเอาไว้ว่า

อุบาสกคนที่นั่งแหงนดูท้องฟ้านั้นเมื่ออดีตเคยเกิดเป็น “พราหมณ์” ที่ทำหน้าที่คอยบอกฤกษ์ยามต่าง ๆด้วยการนั่งดูดาวมาหลายร้อยปี ถึงชาติปัจจุบันนี้ก็ยังคงนั่งมองท้องฟ้าดูดาวอยู่เช่นนั้นจึงไม่ได้ยินได้ฟังธรรมะของพระองค์

ส่วนอุบาสกคนที่นั่งเขย่ากิ่งไม้ ต้นไม้อยู่นั้นเคยเกิดเป็น “วานร” มาแล้วหลายร้อยชาติ
เมื่อภพชาติปัจจุบันได้เกิดมาเป็นคนก็ยังนั่งเขย่าต้นไม้อยู่อย่างนั้น ไม่ได้ยินเสียงธรรมของพระพุทธเจ้าเช่นเดียวกัน

อุบาสกคนที่เอานิ้วเขี่ยพื้นดินเล่นนั้น ในอดีตชาติก็เคยเกิดเป็น “ไส้เดือน” มาแล้วหลายร้อยชาติ
เพราะมัวเอานิ้วนั่งเขียนบนพื้นดินเล่นอย่างนั้นไม่สนใจอย่างอื่นไม่ได้ยินพระธรรมที่พระพุทธองค์สอน
เป็นเพราะจิตและการกระทำเดิมของตนที่เคยตัวและเคยกระทำมา

ส่วนอุบาสกคนที่นั่งหลับนั้น ก็เคยเกิดเป็น “งู” มาแล้วหลายร้อยชาติ เขาเคยหลับมาแล้วหลายร้อยชาติในสมัยที่เป็นงูแม้ในชาติปัจจุบันก็ยังนอนไม่อิ่มเสียที แม้แต่พระธรรมยังไม่เข้าหูก็ยังคงหลับอยู่เช่นนั้น
ชาตินี้ก็เลยมีนิสัยหลับมากเหมือนงูเช่นเดิม

ส่วนอุบาสกคนสุดท้ายที่นั่งฟังธรรมด้วยจิตใจสงบ มีความเคารพและศรัทธาในคำสอนของพระองค์นั้น
ชายผู้นี้เคยเกิดมาเป็นพราหมณ์ผู้รอบรู้และศึกษาธรรมะ ปรัชญารวมทั้งพยายามค้นคว้าหาความจริงมาแล้วหลายร้อยชาติจนมาบัดนี้ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว จึงมีความยินดีที่จะตั้งใจฟังด้วยดีจนได้ดวงตาเห็นธรรมและบรรลุเป็นพระโสดาบัน

การแสดงธรรมกถาบทนี้ของพระพุทธองค์ ทำให้เราสามารถนำมาพิจารณาคิดต่อได้ว่า
อดีตชาติและการเวียนว่ายตายเกิดนั้นจะยังคงมีอยู่และมีอยู่จริงตามความเป็นไปของลักษณะจิตเดิม
ที่เราเคยกระทำกรรมใด ๆ มา เราก็ย่อมเป็นไปตามผลกรรมนั้น ๆ

จากข้อสังเกตนี้ เราทุกคนสามารถศึกษาพฤติกรรมมนุษย์และเปรียบเทียบอดีตชาติของคนเราได้มากมายเป็นเบื้องต้น ซึ่งแบ่งออกไปตามหลายลักษณะ ที่จะอธิบายให้ฟังและลองพิจารณากันดูว่า ตัวเรานั้นมีอาการแบนี้ ลักษณะ นิสัยแบบนั้นหรือไม่

1. แบ่งไปตามลักษณะนิสัยความประพฤติ ลักษณะนิสัยของคนเรานั้นสามารถนำมาตั้งสมมติฐานเรื่องของอดีตชาติได้
ซึ่งมักจะเป็นข้อเปรียบเทียบบุคคลถึงลักษณะนิสัยที่แตกต่างกัน แล้วนำมาเปรียบเปรยเป็นลักษณะนิสัยของสัตว์

เพื่อใช้สอนหรือตักเตือนตนว่า อย่าได้ทำนิสัยเยี่ยงสัตว์เดรัจฉานอีก

เพราะเราเกิดมาเป็นมนุษย์ เป็นผู้มีบุญแล้วในระดับหนึ่ง ก็ควรจะมีลักษณะนิสัยอย่างมนุษย์
ซึ่งในครูบาอาจารย์และบรรพบุรุษตั้งแต่ครั้งโบราณ ท่านทราบเรื่องเหล่านี้ดี
ท่านจึงมักจะนำข้อเปรียบเทียบนี้มาใช้สอนลูกหลานให้เป็นคนที่มีความประพฤติดีสมบูรณ์
ให้สร้างกรรมใหม่หนีกรรมเก่าเสีย และรู้แล้วก็อย่าไปทำอีก จะขอพูดในส่วนที่เกี่ยวกับสัตว์ก่อน

- อย่างคนที่ขี้เกียจมาก ๆ เอาแต่กินแล้วนอน เป็นพวกสันหลังยาว ก็สามารถใช้พิจารณาด้วยปัญญาเกี่ยวกับเรื่องของจิตเดิมได้ว่า
คนๆ นี้อาจเคยเป็น “งู” ที่มีชีวิตอยู่เพื่อกินแล้วนอนหลายชาติมาแล้ว ความทรงเดิมจึงยังไม่หมดสิ้นไป
มาในชาตินี้ก็ยังมีนิสัยของงูอย่างนั้นอีก ใครเป็นเอามากก็แสดงว่าชาติใกล้ๆ นี่แหละที่ยังเป็นงูอยู่

-คนที่แสดงกิริยาอาการในการรับประทานอาหารอย่างมูมมามและกินจุ กินเท่าไรก็ไม่อิ่ม ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นโรคอะไร
ก็น่าจะมาจากชาติหนึ่งชาติใดเคยเกิดเป็นหมู จึงยังมีนิสัยเดิมไม่ต่างไปจากหมู ยิ่งเป็นคนที่ไม่สนใจตัวเองปล่อยปละละเลยไม่ทะความสะอาดตัวเอง ชอบนอนแบบไม่อาบน้ำอาบท่า ทำอะไรก็ชอบเลอะเทอะเปรอะเปื้อน ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า ใช่เลยต้องเคยเกิดเป็นหมูมาก่อนแน่นอน

- คนที่ซุกซนอยู่เฉย ๆไม่ได้ ชอบเดินไปเดินมา ขยุกขยิกตลอดเวลา เวลานั่งก็เขย่าเท้าหรือเขย่ามือ เหมือนคนซุกซน ก็เชื่อว่าในอดีตชาติต้องเคยเกิดเป็น “ลิง” หรือในตรกูลของพวกลิง ค่าง ทั้งหลาย

-คนที่ชอบทะเลาะวิวาทต่อยกันตีกันเห็นหน้าใครแล้วก็ต้องมีอารมณ์โมโหต้องจิกต้องตีกันอยู่ร่ำไปก็มีจิตเดิมมาจาก “ไก่ชน”หรือสัตว์ตัวใหญ่ๆ ที่ชอบต่อสู้กันไม่ว่าด้วยมาจากจะแย่งตัวเมีย หรือข่มเหงสัตว์ที่ตัวเล็กกว่า หรือคนไปจับเอามาสู้กัน

-คนที่มีนิสัยเจ้าชู้ มักมากในกาม วันๆ ครุ่นคิดแต่เรื่องเพศ และไม่เลือกหน้าไหนทั้งนั้นขอเป็นไม่มีหางก็พอในชาติก่อนๆ อาจจะเคยเกิดเป็น “หมา” และถ้าเป็นเอามากในเรื่องนี้ ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า
อาจจะเป็นหมาหลายชาติติดต่อกันด้วย

-คนที่มีนิสัยเรียบร้อย ชอบทำอะไรเงียบๆ และชอบอยู่กับคนและอาจจะเกลียดหมาด้วยนั้น
ครูบาอาจารย์ท่านว่า อาจจะเคยเป็น” แมว” มาหลายชาติ

-คนที่มีนิสัยสู้งาน ชอบทำงานหนัก ยิ่งแบบใช้กำลังมากๆ ปัญญาน้อยๆ ไม่ชอบคิดมากและไม่บ่น
ครูบาอาจารย์ท่านว่า อาจจะเคยเกิดเป็น “วัว” หรือ “ควาย” มาก่อน ยังคงมีนิสัยอดทน อดกลั้นเหนือคนอื่น

2. แบ่งไปตามลักษณะของ “ศีล”คำว่า “ศีล” แปลว่า ปกติหรือความเป็นปกติ คนที่รักษาศีล 5 ได้อย่างเป็นปกติวิสัยก็คือ
จิตฐานเดิมอาจมีวิสัยความเป็นมนุษยธรรมดา (หรือสูงกว่านั้น) ในภพชาติปัจจุบันจึงได้เกิดมาเป็นมนุษย์อีกและยังคงรักษาความเป็นปกติวิสัยเดิมของตนไว้ได้ แต่หากมนุษย์คนใดที่ศีลขาดบกพร่องไปมาก ๆ
แม้จะได้ชื่อว่าเกิดมาเป็นมนุษย์ ก็ไม่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นมนุษย์แต่จะเรียกว่าเป็น “คน” ที่แปลว่า ยุ่ง แทน

คนที่มีความประพฤติผิดศีลแต่ละข้อจึงอาจสันนิษฐานถึงจิตเดิมว่าในอดีตชาติอาจเคยเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างอื่นมาก่อนดังต่อไปนี้

1. คนที่มีจิตใจโหดเหี้ยมชอบทำร้ายหรือฆ่าผู้อื่นความเป็นปกติของมนุษย์เรา
เราจะไม่ฆ่ากันไม่ทำร้ายกันต่างจากพวกสัตว์เดรัจฉานอย่างเช่น “เสือ”หรือ “สิงโต” เวลาหิวทีไรก็จะไล่ล่าสัตว์อื่นกินทันที
หากมนุษย์ผู้ใดที่ชอบทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันหรือมีจิตใจที่โหดเหี้ยม
ไม่รู้สึกถึงความผิดปกติของจิตใจเวลาที่ได้ลงมือทำร้ายหรือสังหารใคร คนผู้นั้นก็มีจิตฐานเดิมไม่ต่างจากสัตว์ที่มีนิสัยดุร้าย
อย่าง เสือ สิงโต หรือสัตว์ที่มีอุปนิสัยดุร้ายชนิดอื่น ๆ

2. คนที่มีนิสัยชอบลักเล็กขโมยน้อย หรือ แม้แต่เป็นหัวขโมยมืออาชีพ
ธรรมชาติของมนุษย์เราจะไม่ลักขโมยทรัพย์สินของใครเพราะ โดยธรรมชาติเราจะมีความรู้
ในเรื่องความเป็นกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของอยู่แล้ว ว่านี่คือของ ๆเขา นี่คือของๆเรา
แต่ถ้าเป็นสัตว์เดรัจฉานมันจะไม่รู้ เช่น เวลาที่ สุนัขเห็นแมวกำลังกินข้าวหรือกินปลาอยู่
มันก็จะตรงเข้าไปแย่งเลยทันที ดังนั้นถ้ามนุษย์ผู้ใดที่ไม่รู้จักประพฤติศีลในข้อนี้
ชอบไปจี้ปล้นทรัพย์สินของคนอื่นก็แสดงว่าจิตฐานเดิมของคน ๆนั้นอาจเคยเป็น “แมว”
หรือแม้แต่สัตว์เลื้อยคลานอย่าง “ตัวเงินตัวทอง”ที่มีลักษณะนิสัยของขโมยของกินของกันและกัน
หรือแม้แต่ของสัตว์ประเภทอื่น ๆ

3. ผู้ที่มีนิสัยมักมากในกามคุณปกติแล้วมนุษย์จะรู้จักควบคุมความต้องการของตนเอง
รู้ว่าการครองคู่แบบใดที่ควรและไม่ควร แต่คนที่มีลักษณะนิสัยชอบผิดศีลข้อที่ 3 คือ มั่วเพศหรือมักมากในกามคุณ ก็จะมีลักษณะนิสัยเดิมที่เป็นไปทางสัตว์เลือดเย็นและสัตว์เลือดอุ่นบางชนิด

กรณีเป็นหญิง ที่มีนิสัยมักมากในกามคุณ ก็จะมีลักษณะนิสัยจิตเดิมมาจาก “ปลา” โดยเฉพาะปลาตะเพียนตัวแม่
ที่เวลาผสมพันธ์เสร็จแล้วก็จะมีนิสัยทอดทิ้งตัวผู้ไปหาตัวผู้ตัวใหม่สมสู่ต่อไปเรื่อย ๆหรือ อย่าง “ปลาหมึก”
ซึ่งตามธรรมชาติของปลาหมึกตัวเมียแล้ว สามารถนอนรอให้หมึกตัวผู้มาสมสู่ได้โดยไม่สนใจคือขอให้เป็นตัวไหนก็ได้ก็พอคนที่มีลักษณะนิสัยเช่นนี้ก็อาจมีจิตฐานเดิมมาจากสัตว์เลือดเย็นเหล่านี้และสัตว์เลือดเย็นอย่างปลาหรือปลาหมึกเวลาผสมพันธ์ก็จะออกลูกเป็น “ไข่” เมื่อออกวางไข่แล้วก็จะปล่อยให้ไข่ฟักไปตามธรรมชาติของมันเองไม่ยอมดูแล

ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจกับคำเปรียบเปรยโบราณกับหญิงที่ทอดทิ้งลูกของตัวเองว่า “ได้ทิ้งไข่เอาไว้ให้คนอื่นเลี้ยง”ว่าเปรียบเทียบลักษณะนิสัยของคน ๆ นั้นได้ตรงกับสัตว์เดรัจฉานอย่างไม่น่าเชื่อ

กรณีที่เป็นชาย คนที่มีนิสัยมักมากในกามคุณ ก็อาจจะมีลักษณะนิสัยจิตเดิมมาจาก “หมู”
เพราะหมูนั้นเป็นสัตว์มักมากในกามคุณมากดังจะเห็นได้ว่า เวลาหมูตัวผู้จะขึ้นขี่หลังนางหมู (คือจะผสมพันธุ์) ทั้งๆ ที่นางหมูกำลังจะกินอาหารและเดินไประยะทางที่ค่อนข้างไกล
เจ้าหมูตัวผู้ก็จะไม่เลิกราสามารถตามไปผสมพันธ์ได้ทั้งที่แม่หมูยังกินอาหารหรือทำอย่างอื่นอยู่

กรณีเรื่องลักษณะนิสัยที่เป็นคนมักมากในกามคุณนี้เราเห็นได้ชัดจากกรณีบุคคลที่มีชื่อเสียงหลายคนในสังคมโดยเฉพาะในต่างประเทศที่เขาหรือเธอเหล่านั้นมีอาการ “ติดเซ็กซ์” จนต้องไปเข้ารับการบำบัดรักษาอย่างจริงจังก็อาจเป็นเพราะมีจิตเดิมมาจากสัตว์เดรัจฉานเหล่านี้หลงเหลืออยู่มากนั่นเอง

และคนที่เป็น” กระเทย” คำว่า กะเทยในที่นี้หมายถึงทั้งทอม ทั้งดี้ ทั้งเกย์คิงและเกย์ควีน
และบรรดาเสือใบ ฯลฯ ทั้งหลาย คนที่เกิดมาเป็นกระเทยในความหมายนี้ในอดีตชาติต้องเคยประพฤติผิดในกาม
มาอย่างไม่ต้องสงสัย และอาจจะทำบ่อยๆ ซ้ำๆ กันจนกรรมไม่ดีนั้นสะสมไว้มาก

เมื่อตายจากชาตินั้น จะมาเกิดใหม่อำนาจฝ่ายกรรมดีนั้นไม่มีกำลังมากพอที่จะให้จิตนั้นมีกำลังที่จะส่งเกิดเป็นหญิงแท้ชายแท้ได้ ต้องกลายมาเป็นคนสองเพศในชาติต่อมา ในทางพระพุทธศานาบอกว่า คนที่มีจิตตกมากๆเพราะทำกรรมไม่ดีในเรื่องของกามมามาก จะไปเกิดเป็นเทวดาชั้นสูงก็ไม่ได้ต้องเป็นชั้นต่ำ
จะไปเกิดเป็นมนุษย์ที่สูงส่งทางจิตใจก็ไม่ได้ เรียกจิตชนิดนี้ว่า “อุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก”

เพราะกุศลนำเกิดแต่กุศลนี้มีกำลังอ่อนด้วยมีบาปผิดในกามเป็นบริวาร กุศลคือบุญนำเกิด
แต่เป็นมนุษย์และเทวดาชั้นต่ำจึงชื่อจิตว่า อุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก (เป็นกะเทยมาตั้งแต่การเกิด)

สำหรับพวกที่บุญไม่พอจะมาเกิดเป็นคนอาจจะเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน กลายเป็นสัตว์กระเทย
ถ้าต่ำไปกว่านั้นอีกก็ไปเป็นเปรตกระเทย จนกว่าบุญจะมากพอเกิดเป็นคนอีกแต่ก็ต้องเป็นกระเทยในภพภูมิชั้นต่ำอีกจนกว่ากรรมนั้นจะยุติลงหรือมีกรรมฝ่ายดีมากพาหนีออกไปได้ระยะหนึ่ง

สำหรับคนที่เกิดมาไม่มีไม่มีอวัยวะเพศหรือมีแต่นิดหน่อยไม่พอที่จะเกิดประโยชน์ได้
อาจจะในอดีตชาติได้เคยไปตอนสัตว์โดยตัดอวัยวะเพศของสัตว์ต่างๆ เขาจะต้องมีอวัยวะเพศพิกลพิการหรือไม่มีอวัยวะเพศ

ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่ง เล่าให้ฟังถึงเหตุผลที่ว่า ทำไมกระเทยบางคนถึงสวย บางคนถึงดูน่าเกลียด
บางคนทำไมถึงมีนิสัยดี แต่ทำไมกระเทยอีกคนถึงเป็นคนเลวทรามเสียเหลือเกิน
ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า เหตุที่กระเทยบางคนสวย หน้าตาหล่อเหลา

เพราะเขาอยู่ในช่วงชาติสุดท้ายแล้วของกรรมที่จะทำให้เกิดมาเป็นกระเทยอีก และทำกรรมดีไว้มาก
อาจจะเป็นเรื่องของการถวายดอกไม้หอม เครื่องบูชาต่อพระสงฆ์ที่ประณีต ด้วยจิตใจที่สวยงามมั่นคง
และที่กระเทยพวกนี้มีเงิน มีคนนับหน้าถือตามาก เพราะเคยทำทานมาก่อน
และทานนั้นเป็นประโยชน์ต่อคนหมู่มาก จึงทำให้คนนิยมชมชอบรักใคร่

แม้ชาตินี้จีกรรมแต่งให้เกิดมาเป็นกระเทยอีก แต่ก็เป็นกระเทยรูปงาม น้ำใจดี มีเงินทอง เก่งในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง สำหรับความเก่งของกระเทยที่ยอมรับกันมากในเรื่องงานฝีมือ เย็บปักถักร้อยหรือมีพรสวรรค์ด้านสวยๆ งาม ในอดีตชาติต้องเคยเป็นมีความเชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ มาก่อน ซึ่งก็เป็นความทรงจำเดิมติดตัวมา

บางคนเคยเกิดเป็นผู้หญิงที่เก่งการบ้านการเรือนมาก แต่ก็ยังมักมากในกาม กรรมในเรื่องกามแต่งให้มาเกิดเป็นกระเทยเสียแต่กรรมหรือการกระทำที่เก่งในอดีตก็ตามมาด้วย แต่สำหรับคนที่เกิดมาเป็นกระเทยที่รูปทราม ใจทรามในชาตินี้

ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่าเป็นแค่การเกิดมารับกรรมในเรื่องนี้เบื้องต้นเท่านั้น เหมือนเพิ่งเริ่มต้นรับกรรมที่ยังอีกยาวไกลและเชื่อว่าอาจจะยังต้องเกิดมาเป็นกระเทยอีกหลายชาติ ทั้งที่เป็นสัตว์กระเทย หรือคนกระเทยอีก ท่านฝากเตือนไว้ด้วยความหวังดีว่า ถ้ายังไม่รีบสร้างกรรมดี ยังประมาทในเรื่องบุญและยังไม่เลิกที่จะทำความผิดในเรื่องของกาม ก็ยังคงต้องรับกรรมไปเกิดเป็นกระเทยอีกหลายชาติ

4. ผู้ที่มีนิสัยทางการพูดในทางไม่ดีไม่ว่าจะเป็น พูดเท็จ พูดคำหยาบ พูดส่อเสียด
หรือพูดเพ้อเจ้อคนที่มีลักษณะนิสัยชอบทำร้ายหรือก่อความเดือดร้อนให้คนอื่นด้วยคำพูด
ก็จะมีลักษณะวิสัยเดิมไปทางสัตว์อย่าง “สุนัข” อย่างเช่นเวลาที่ สุนัขตัวที่อยู่ในบ้านพอมีสุนัขตัวอื่น
หรือคนอื่น ๆผ่านมา มันก็จะเห่าหรือขู่ทันที แต่มนุษย์ปกติเราไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะเวลาปกติเราจะไม่ด่าว่า
หรือหลอกลวงใครหากใครที่ชอบใช้คำพูดทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนก็แสดงว่า
ก็ใกล้เคียงกับความเป็นสัตว์เดรัจฉานเช่น สุนัขหรือสัตว์ที่ใช้เสียงทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน

5. ผู้ที่มีนิสัยชอบดื่มสุราเมรัย หรือติดสิ่งเสพติดคนที่มีลักษณะนิสัยชอบมึนเมารักในการดื่ม
และการเสพสิ่งที่ทำให้เพลิดเพลินทางจิตก็จะมีจิตหันเหไปทางสัตว์เดรัจฉานที่มีลักษณะเช่นนี้
อย่างเช่น หมีที่แม้จะเป็นสัตว์ตัวใหญ่แต่ก็ชอบมัวเมากินน้ำผึ้ง หรือ จระเข้ที่มัวเมาเรื่องการกินไม่เลือก
และเดินส่ายไปสัตว์เหล่านั้นจะไม่สามารถบังคับทิศทางได้เพราะไม่มีสติคอยควบคุม

ดังนั้นสัตว์เดรัจฉานทั้งหลายจึงไม่สามารถที่จะเปลี่ยนกำลังกายของตนเองให้เป็นคุณงามความดีหรือนึกคิดอะไรได้ซึ่งแตกต่างจากมนุษย์

คนชอบกินเหล้าทำให้จิตของตนตกอยู่ในสภาพของโมหะ ความโง่ ความหลง
ขาดความสำนึกรู้สึกตัวและบุญบาปก็มิได้เอาใจใส่แล้วมีโมหะคือ ความโง่ ความหลงเข้าครอบงำ
ไม่เชื่อเรื่องบุญเรื่องบาป ผลของกรรม ตลอดจนการตายการเกิดใหม่

ดังนั้นเวลาใกล้จะตายก็มีโมหะร่วมด้วย ปะปนกับอารมณ์อื่นๆ อารมณ์ที่ดีก็นำเกิดเป็นเทวดาชั้นต่ำ
และเป็นมนุษย์เพราะเขามีบุญมาบ้าง แต่อารมณ์บาปที่เคยกินเหล้าเมายา ก็เป็นบริวารเกิดเมื่อตอนใกล้จะตายด้วย ในชาติต่อมาจึงกลายเป็นคนปัญญาอ่อนแทนที่จะเกิดเป็นเทวดาและมนุษย์ที่สมบูรณ์ กลายเป็นปัญญามากหรือน้อยกลายเป็นคนพิกลพิการทางจิตใจ แต่ถ้าได้เบียดเบียนสัตว์ เช่น ฆ่าสัตว์บ่อยๆ เกิดขึ้นมาแล้วก็จะพิการทั้งร่างกายด้วย

วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

วิธี “เปิดบุญ”


“ข้าพเจ้าขออาราธนากระแสบารมีของคุณพระพุทธคุณพระธรรม คุณพระสงฆ์
ได้ดลบันดาลบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้กระทำแล้ว
ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันโดยส่งกระแสแห่งบุญของข้าพเจ้านี้ถึงแด่ เหล่าภูติผี ปีศาจ
เปรต อสูรกาย ยักษ์คนธรรม์   นาคา ครุฑ กุมพัน มาร กินรา
เทวดา-พรหมทั้งที่ดีและไม่ดี ยมบาล ยมฑูตเชื้อโรค ไวรัส แบคทีเรีย จุลินทรีย์
สัตว์ที่เคยฆ่า ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว นายเวรนายบุญ ทั้งที่อยู่ในตัวและรอบ ๆ ตัวของข้าพเจ้า
ทั้งที่อยู่ในตัวและรอบ ๆ ตัวของ …(ระบุชื่อพ่อแม่พี่น้องหรือใครก็ได้ที่ท่านต้องการจะช่วยเหลือให้ครบ)….
และที่อยู่ที่บ้านข้าพเจ้า ที่ทำงานข้าพเจ้าและในทุกเส้นทางที่ข้าพเจ้าได้เดินทางไปมา
ในแต่ละที่ขอให้พวกท่านทั้งหลาย  จงได้รับซึ่งกระแสแห่งบุญนี้โดยทั่วถึงกัน
เมื่อได้รับแล้วขอให้โมทนาบุญร่วมกันขอให้พวกท่านได้ตั้งจิตอธิษฐาน
นำผลบุญนี้ไปสู่ภพภูมิที่ดีและขอให้พวกท่านที่เป็นศัตรูในตัวข้าและร่างต่าง ๆ
ที่ท่านอาศัยอยู่จงได้กลับกลายมาเป็นมิตร  คอยคุ้มครองป้องกันผองภัยบันดาลให้ข้า
และพวกเขามีสุขภาพที่แข็งแรง เป็นคนดีมีศิลมีธรรม ……(อธิษฐานได้ตามที่ต้องการ
ซึ่งหากต้องการจะระบุให้ญาติเราคนไหนได้รับอะไรก็ขอให้อธิษฐานแยกออกมาเช่น
ขอให้พ่อของข้ามีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้น เป็นต้น)…..

และในวันนี้ข้าจะขอ “เปิดบุญ” ให้พวกท่านได้รับกันโดยทั่วถึง
ดังนั้นตลอดทั้งวันนี้หากบุญใดจะเกิดขึ้นกับข้าไม่ว่าจะทางกาย
วาจา หรือใจก็ตาม ขออำนาจคุณพระพุทธคุณพระธรรม คุณพระสงฆ์
ได้ส่งกระแสบุญที่จะบังเกิดขึ้นส่งถึงพวกท่าน

อย่างทั่วถึงกันโดยขอให้พวกท่านแบ่งสายการเข้ารับบุญดังนี้

- ภูติ ผี ปีศาจ เปรต อสูรกายยักษ์ เข้ามารับบุญทางเบื้องล่างข้า
โดยขอให้มาเป็นแถว แถวใครแถวมัน ไม่แย่งกัน

- คนธรรม์ นาคา ครุฑ กุมพัน มาร เงือก กินรา
เข้ามารับบุญทางเบื้องซ้ายข้าโดยขอให้มาเป็นแถว แถวใครแถวมัน ไม่แย่งกัน

- สัตว์ที่เคยฆ่า เชื้อโรค แบคทีเรีย ไวรัส จุลินทรีย์เข้ามารับบุญเบื้องขวาข้า
โดยขอให้มาเป็นแถว แถวใครแถวมัน ไม่แย่งกัน

- ญาติที่ล่วงลับ เข้ามารับบุญเบื้องหลังข้า โดยขอให้มาเป็นแถวไม่แย่งกัน

- นายบุญ นายเวร เข้ามารับบุญเบื้องหน้าข้า
โดยขอให้มาเป็นแถว แถวใครแถวมันไม่แย่งกัน

- เทวดา พรหม ทั้งที่ดีและไม่ดี ยมบาล ยมฑูตเข้ามารับบุญเบื้องบนข้า
โดยขอให้มาเป็นแถว แถวใครแถวมัน ไม่แย่งกัน

เมื่อได้รับบุญกันแล้วขอให้ท่านจดจำสัญญาแห่งบุญเหล่านี้ไว้ แล้วบอกต่อ ๆกันไป
เพื่อให้ทราบกฎในการเข้ารับบุญจากข้านี้  และขอให้ท่านได้โมทนาบุญร่วมกัน
พร้อมตั้งจิตอธิษฐานนำผลบุญนี้นำพาท่านไปสู่ภพภูมิที่ดีขึ้นสิ่งลี้ลับใดรับบุญได้
ก็ขอให้ตั้งจิตรับบุญที่เกิดขึ้นนี้แต่หากสิ่งลี้ลับใดที่ไม่สามารถรับบุญได้ในทันที
ก็ขอบุญนี้จงแปลงเป็นอาหารถึงแก่พวกท่าน ให้ได้รับอย่างทั่วถึงกันและเมื่อรับบุญแล้ว
จงทำงานเพื่อเป็นการตอบแทนด้วยการเปลี่ยนจากศัตรูร้ายมาเป็นมิตรที่ดีให้กับข้า
และเจ้าของร่างที่ท่านอาศัยอยู่หรืออยู่รอบๆ ข้าง พร้อมทั้งช่วยคุ้มครองข้าและพวกเค้าให้ปลอดภัย
คลาดแคล้วจากภัยทั้งปวงให้มีสุขภาพที่แข็งแรงหายจากโรคภัยไข้เจ็บที่เป็นอยู่
ให้มีดวงตามองเห็นธรรม เป็นคนดีมีศิลมีธรรม ให้…….(อธิษฐานได้ตามต้องการ)

หากสิ่งลี้ลับกลุ่มใดไม่ทำงานหรือไม่พยายามทำงานพวกท่านก็จะไม่สามารถรับบุญจากข้าได้
ประตูบุญข้าจะถูกปิดอย่างอัตโนมัติ  หากสิ่งลี้ลับกลุ่มใดทำงานหรือพยายามทำงาน
ท่านก็จะได้รับบุญของข้าอย่างต่อเนื่องและอัตโนมัติ  ขอให้แบ่งสายการเข้ารับกระแสบุญอย่างเป็นระเบียบ แถวใครแถวมัน ไม่แย่งกันไม่เอาเปรียบกัน ช่วยกันทำงาน  ไม่เกี่ยงกันทำงาน ไม่แย่งกันทำงาน
ในยามใดที่กลุ่มหนึ่งทำงานอยู่ ก็ขอให้ช่วยบอกอีกกลุ่มหนึ่งให้รอก่อนสักครู่
หากทำได้ตามนี้พวกท่านก็จะได้รับบุญที่เกิดขึ้นอย่างอัตโนมัติและต่อเนื่องตลอดทั้งวันขอเทวดา
หรือพรหมผู้มีบุญญาธิการในตัวข้า 1 องค์ จงได้รับหน้าที่ในการเป็นผู้คอยควบคุมดูแล
การเข้ารับบุญของกลุ่มสิ่งลี้ลับทั้งหลาย พร้อมบอกกฎในการทำงานที่ได้รับมอบหมาย
ให้แต่ละกลุ่มได้รับทราบโดยทั่วถึงกัน”

*** ขอให้ทุกท่านท่องอย่างนี้ทุกเช้า
เพื่อเปิดบุญไว้โดยต้องเอ่ยบอกให้สิ่งลี้ลับรับรู้ถึงกฏระเบียบในการเข้ารับบุญเพื่อไม่ให้แย่งกัน
หรือเอาเปรียบต่อกัน ดังนั้นตลอดทั้งวันเมื่อท่านสร้างความดีใด ๆก็แล้วแต่
บุญที่เกิดขึ้นก็จะถูกส่งถึงแด่สิ่งลี้ลับที่อยู่รอบตัวท่าน
และรอบตัวญาติๆ ท่าน (ที่ท่านได้ระบุไว้ข้างต้น) ให้ได้รับกระแสแห่งบุญนั้น ๆ อย่างทั่วถึงกัน
และเมื่อสิ่งลี้ลับต่าง ๆ ได้รับบุญแล้วเค้าก็จะตอบแทนท่านด้วยการทำงานตามที่ท่านต้องการ
ให้ทำโดยเป็นไปด้วยการทำอย่างมีศิลและธรรมในทางที่ดี นั่นเอง
ขอให้ทุกท่านสร้างสมความดีทุกวัน และเอ่ย “เปิดบุญ” ทุกเช้าเพื่อการสร้างความดีอย่างมีเมตตาที่ถึงพร้อม

สิ่งลี้ลับมีจริงเพียงแต่เรามองไม่เห็นเค้าเท่านั้นเอง การ “เปิดบุญ” “การโอนบุญ” และ “การเบิกบุญ” นี้
ได้รับคำชี้แนะจาก ครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบท่านได้ตรวจสอบวิธีการนี้จากในพระไตรปิฏก
และได้นำมาบอกกล่าวญาติโยมซึ่งข้าพเจ้าก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับความเมตตาจากท่าน
และนำมาปฏิบัติอยู่ทุกวันนี้  หมั่นปฎิบัติทุกวันเป็นประจำ สุขภาพของท่านและสมาชิกในครอบครัวจะดีขึ้นปัญหาที่เคยมีลดน้อยลงอย่างไม่น่าเชื่อ  จะทำให้ท่านมีกำลังใจที่จะสร้างสมความดีอย่างต่อเนื่องมากขึ้นแม้ไม่ต้องบริจาคทรัพย์มากมาย เพียงแต่คิดดีปรารถนาดีกับทุกคนบุญก็บังเกิดแล้ว
ทุกลมหายใจจงเป็นไปเพื่อการสร้างบุญ..สมบุญอยู่ตลอดเพื่อเป็นการส่งกระแสแห่งบุญนี้
ชดใช้ให้กับสิ่งลี้ลับต่าง ๆที่เราต่างได้เคยกระทำพวกเค้าไว้และเป็นการช่วยให้พวกเขา
ได้ไปสู่ภพภูมิที่ดีขึ้นนั่นเอง ***


การ “โอนบุญ”

เป็นการส่งผลบุญในลักษณะที่รวดเร็ว (3 วินาที)และส่งถึงเฉพาะเจาะจงกับกลุ่มสิ่งลี้ลับ
ที่เราต้องการจะให้บุญเค้าโดยตรงโดยบุญที่เราจะโอนให้นั้นมีด้วยกันหลายประเภทดังนี้

1.) บุญที่เกิดจากการทำทานด้วยการ “ให้” (ทุกอย่างที่เรียกว่าการให้) เช่น
ใส่บาตรถวายสังฆทาน บริจาคเงินเพื่อทำบุญ  ให้เงินช่วยเหลือคน
 ให้สิ่งของต่อกันให้อาหารสัตว์ ให้ธรรมทาน เป็นต้น

2.) บุญที่เกิดขึ้นเมื่อคิดดี พูดดีกระทำดี (ทุกอย่างที่ดีไม่ว่าจะเป็นการคิด การพูด หรือการกระทำ)
เช่นอนุโมทนาบุญกับผู้ที่ทำความดี ช่วยเหลือคนในทุกรูปแบบ (เช่น บอกเส้นทางตักน้ำให้ดื่ม
ช่วยแนะนำงาน ลุกให้คนแก่นั่ง ฯลฯ) การนั่งสมาธิ เป็นต้น

บุญจากการ “ให้” และ “การคิดดี-พูดดี-ทำดี” นี้จะเกิดภายใน 3 วินาทีเท่านั้น
ดังนั้นเมื่อให้ทานหรือเมื่อคิดดี-พูดดี-ทำดีเมื่อไหร่ จึงต้องรีบส่งต่อผลบุญทันที
(ไม่ต้องกล่าวก่อนให้ หรือไม่ต้องกล่าวขณะให้แต่ให้กล่าวเมื่อเสร็จสิ้นการให้แล้ว)
ยกตัวอย่างเช่น
 เมื่อส่งของถึงมือผู้รับแล้วเมื่อไหร่ค่อยกล่าวโอนบุญเมื่อนั้น
ก่อนที่บุญของเราจะวิ่งขึ้นไปถูกเก็บไว้เบื้องบนโดยการส่งต่อผลบุญนั้นกล่าวได้ดังนี้

“บุญนี้ข้าพเจ้าขอให้กับ …….(เหล่าภูตผี ปีศาจ เปรต อสูรกาย ยักษ์ คนธรรม์ นาคา ครุฑ กุมพัน มาร เงือก
กินราสัตว์ที่เคยฆ่า เชื้อโรค ไวรัส แบคทีเรีย จุลินทรีย์ ญาติที่ล่วงลับไปแล้วเทวดา-พรหมทั้งที่ดีและไม่ดี
ยมบาล ยมฑูต (การกล่าวโอนบุญให้กับสิ่งลี้ลับทั้งหมดในเวลา 3 วินาทีคงจะไม่ทันแน่นอนดังนั้นจึงควรเลือกกล่าว ให้สิ่งลี้ลับอย่างใดอย่างหนึ่ง ทยอยไปเรื่อย ๆจนครบจะดีกว่า).…..ประจำตัวของ……(ข้าพเจ้า)…... หรือ…….(พ่อ แม่ พี่ น้อง ฯลฯ)จะระบุเป็นชื่อหรือไม่ก็ได้)……”

ตัวอย่าง “บุญนี้ข้าพเจ้าขอให้กับ ….นายเวรและเทวดา…ประจำตัวของ…ข้าพเจ้า….”
 “บุญนี้ข้าพเจ้าขอแปลงเป็นอาหารให้กับ ….ภูตผี ปีศาจเปรต...ประจำตัวของ…นางสาว…(ระบุชื่อ)...”
 “บุญนี้ข้าพเจ้าขอให้กับ…...เทวดาและพรหม…ประจำตัวของ…พ่อแม่ข้าพเจ้า….”
 หมายเหตุ :กรณีโอนบุญให้กับภูติผี ปีศาจเปรต อสูรกาย ยักษ์ นั้น ต้องบอกนิดนึงว่า
ขอแปลงบุญนี้เป็นอาหารให้กับ…(ระบุ)….
 ตัวอย่าง “บุญนี้ข้าพเจ้าขอแปลงเป็นอาหารให้กับ ภูตผี ปีศาจ เปรตอสูรกาย ยักษ์
ประจำตัวของข้าพเจ้า” เป็นต้น
 * การ “โอนบุญ” บุญจะเกิดขึ้นค่อนข้างเร็ว (3 วินาที) จึงต้องรีบกล่าวอย่างรวดเร็วและควรกล่าวเมื่อ
 “การให้หรือการคิดดีทำดีเสร็จสิ้นแล้ว” ไม่ต้องกล่าว “ก่อนให้” หรือ “ขณะที่ให้”
การโอนบุญจะเหมาะอย่างยิ่งกับสิ่งลี้ลับที่อยู่ภพภูมิต่ำ ๆ เช่น ภูตผี ปีศาจ เปรต อสูรกายยักษ์ นายเวร เป็นต้น

1. การ “เบิกบุญ”

ท่านสามารถกระทำได้ทุกเวลาที่ท่านว่างจากภารกิจหรือกิจการงานจะระบุให้สิ่งลี้ลับทุกกลุ่ม
หรือจะเลือกให้บางกลุ่ม  เป็นการเฉพาะเจาะจงก็ได้สามารถกล่าวทำได้มากกว่า 1 รอบ

* ใน 1 วันขอให้ทุกท่านได้กล่าว “เปิดบุญ” ในช่วงเช้า
และทำการกล่าว “เบิกบุญ” ในช่วงที่ท่านว่างจากภารกิจการงานและ

กล่าว “โอนบุญ” ในทุกครั้งที่ท่าน “ให้หรือมีการคิดดี พูดดี ทำดี” เกิดขึ้น
หากท่านทำได้ครบทั้ง 3 อย่างในทุก ๆ วัน จะทำให้สิ่งลี้ลับที่อยู่ในตัวท่านรวมถึงสิ่งลี้ลับที่อยู่ในตัวญาติพี่น้องท่าน
ที่ท่านได้กล่าวเรียกขานไว้แล้วเหล่านั้น  ได้รับบุญของท่านอย่างอัตโนมัติและต่อเนื่องตลอดเวลา
ส่งผลให้เกิดการอโหสิกรรมและเกิดการส่งกระแสในทางที่ดีถึงท่านและครอบครัวสืบต่อไป *

ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่ได้สร้างความดีอย่างถึงพร้อม

2. เมื่อมีการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทางกาย วาจา ใจ
- ทางกาย เช่น ไหว้พระ ไหว้พ่อแม่ครูบาอาจารย์ ลุกให้เด็ก/คนชรานั่งปฏิบัติในศิล 5 ศิล 8 เป็นต้น
(แม้เพียงแค่ศิลบริสุทธิ์ภายใน 1 นาทีก็เป็นบุญแล้ว)

- ทางวาจา เช่น พูดจาดีต่อกัน พูดให้เกิดประโยชน์ในทางที่ดีต่อกัน เช่นบอกทาง เป็นต้น
 - ทางใจ เช่น คิดดี จิตอยู่ในอาการนิ่งสงบ เป็นต้น
สิ่งข้างต้นที่กล่าวมานี้เป็นบุญทั้งสิ้นเมื่อเกิดขึ้นให้ขยันในการส่งบุญทันที (ภายใน 3 วินาที)
เช่นเดียวกันกับข้อ 1 โดยการส่งต่อผลบุญนั้นกล่าวได้ดังนี้
 “บุญนี้ข้าพเจ้าขอให้กับ ….(นายเวรภูตผี ปีศาจ เปรต อสูรกาย ยักษ์ คนธรรม์ นาคา กุมพัน ครุฑ มาร แบคทีเรีย ไวรัสเทวดา พรหม ที่เป็นญาติของข้าพเจ้า (อาจกล่าวทั้งหมดหรือเลือกกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้)……..ประจำตัวของ…(ข้าพเจ้า)…. หรือ…(พ่อแม่ พี่ น้อง ฯลฯ) จะระบุเป็นชื่อหรือไม่ก็ได้)……”

ตัวอย่าง “บุญนี้ข้าพเจ้าขอให้กับ ….นายเวรและเทวดา…ประจำตัวของ…ข้าพเจ้า….”
 “บุญนี้ข้าพเจ้าขอให้กับ ….ภูตผี ปีศาจเปรต...ประจำตัวของ…นางสาวสุกัญญา….”
 “บุญนี้ข้าพเจ้าขอให้กับ…...เทวดาและพรหม…ประจำตัวของ…พ่อแม่ข้าพเจ้า….”

3. การเบิกบุญจากสวรรค์มาใช้
อย่างที่กล่าวแล้วข้างต้นว่าบุญของแต่ละคนนั้นมีกันมากซึ่งส่วนใหญ่จะถูกเก็บไว้เบื้องบน เพื่อรอใช้กันในชาติหน้า บุญนี้ไม่มีวันหมดยิ่งให้ยิ่งเพิ่ม ดังนั้นเราสามารถเบิกบุญเหล่านั้นมาให้กับสิ่งต่าง ๆ (ในโลกทิพย์)ที่อยู่รอบ ๆ ตัวเราได้ตลอด

โดยสามารถกล่าวได้ดังนี้
 “ขออาราธนาบารมีคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ได้บันดาลบุญของข้าพเจ้าที่เคยสร้างสมมา
ตั้งแต่อดีตชาติจนถึงชาติปัจจุบันโดยส่งกระแสบุญนี้ถึง ….(นายเวร ภูตผี ปีศาจ เปรต อสูรกาย ยักษ์ คนธรรม์ นาคากุมพัน ครุฑ มาร แบคทีเรีย ไวรัส เทวดา พรหม ที่เป็นญาติของข้าพเจ้า
(อาจกล่าวทั้งหมดหรือเลือกกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้)……..ประจำตัวของ…(ข้าพเจ้า)….
หรือ…(พ่อแม่ พี่ น้อง ฯลฯ)จะระบุเป็นชื่อหรือไม่ก็ได้)…… ขอให้ท่านช่วยให้……….(ระบุ)……………….”

ตัวอย่าง “ขออาราธนาบารมีคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ได้บันดาลบุญ
ของข้าพเจ้าที่เคยสร้างสมมาตั้งแต่อดีตชาติจนถึงชาติปัจจุบัน โดยส่งกระแสบุญนี้ถึง….
นายเวรและเทวดา…ประจำตัวของ…ข้าพเจ้า….ขอให้ท่านช่วยให้…..ข้าพเจ้ามีความสุข…..”

ตัวอย่าง “ขออาราธนาบารมีคุณพระพุทธคุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ ได้บันดาลบุญของข้าพเจ้าที่เคยสร้างสมมา ตั้งแต่อดีตชาติจนถึงชาติปัจจุบัน โดยส่งกระแสบุญนี้ถึง….ภูตผี ปีศาจ เปรต…ประจำตัวของ…นายสุเทพ….” ขอให้ท่านช่วยให้…..นายสุเทพหายจากโรคภัยที่เป็นอยู่…..”

ตัวอย่าง “ขออาราธนาบารมีคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ ได้บันดาลบุญของข้าพเจ้าที่เคยสร้างสมมา ตั้งแต่อดีตชาติจนถึงชาติปัจจุบัน โดยส่งกระแสบุญนี้ถึง….เทวดาและพรหม…ประจำตัวของ…พ่อแม่ข้าพเจ้า….” ขอให้ท่านช่วยให้…..พ่อแม่ข้าพเจ้ามีความสุข มีสุขภาพที่แข็งแรง…..”

4. การอบรมทางจิต
เป็นการช่วยเหลือคนที่อยู่รอบตัวเราที่อาจประพฤติปฏิบัติตนไม่ดีนักเราสามารถส่งกระแสจิตไปถึงบุคคลเหล่านั้น เพื่อให้เขามีนิสัยที่ดีขึ้นหรือตามลักษณะที่เราต้องการ (ในทางที่ดี) โดยการให้คิดบ่อย ๆ
เหมือนกับเราไปนั่งอยู่ตรงหน้าเขา  ตัวอย่าง “ขอให้แฟนข้าพเจ้าเลิกเจ้าชู้ ขอให้ลูกข้าพเจ้าตั้งใจเรียน” เป็นต้น

5. การนั่งสมาธิ เดินจงกรม
ก่อนนั่งสมาธิ หรือเดินจงกรมให้กล่าวอธิษฐานก่อนการปฏิบัติดังนี้
“ขออำนาจบุญกุศลที่เกิดขึ้นขณะภาวนาจงสำเร็จแก่ เจ้ากรรมนายเวรที่อยู่ภายใน/ภายนอกร่างกาย เทวดาประจำตัว ภูตผี ปีศาจเปรตอสูรกาย ยักษ์ คนธรรม์ นาคา กุมพัน ครุฑ มาร แบคทีเรีย ไวรัส เทวดา
พรหมที่เป็นญาติของข้าพเจ้า ที่อยู่บริเวณนี้ขอให้ท่านอย่าได้ขัดขวางการปฏิบัติภาวนาของข้าพเจ้า
และบุญที่จะเกิดจากนี้ขอให้พวกท่านได้รับโดยทั่วถึงกัน”

6. เวลาจิตใจหงุดหงิด ฟุ้งซ่าน โกรธ กระสับกระส่ายทุกข์เกิดขึ้นที่จิต
นั่นหมายความว่ามีการส่งกระแสชั่วร้ายบางอย่างมาถึงท่านกระแสเหล่านั้นจะมาจาก
….(นายเวร ภูตผี ปีศาจ เปรต อสูรกาย  ยักษ์ คนธรรม์ นาคากุมพัน ครุฑ มาร
แบคทีเรีย ไวรัส เทวดาที่ไม่ดี พรหมที่ไม่ดี)ให้ตั้งจิตอธิษฐานกล่าวดังนี้
“ขออาราธนาบารมีคุณพระพุทธ คุณพระธรรมคุณพระสงฆ์ได้บันดาลบุญของข้าพเจ้าที่เคยสร้างสมมา
ตั้งแต่อดีตชาติจนถึงชาติปัจจุบันโดยส่งกระแสบุญนี้ถึง …(นายเวร ภูตผี ปีศาจ เปรต อสูรกาย
ยักษ์ คนธรรม์ นาคา กุมพันครุฑ มาร แบคทีเรีย ไวรัส เทวดาที่ไม่ดี พรหมที่ไม่ดี)
(อาจกล่าวทั้งหมดหรือเลือกกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้)……..ประจำตัวของ…(ข้าพเจ้า)
….หรือ…(พ่อแม่ พี่ น้อง ฯลฯ)  จะระบุเป็นชื่อหรือไม่ก็ได้)……ขอให้ท่านช่วยให้อาการ….
(ระบุ)…ที่เกิดขึ้นกับข้าพเจ้าระงับดับสิ้นลงด้วยเถิด”

ตัวอย่าง “ขออาราธนาบารมีคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ได้บันดาลบุญ
ของข้าพเจ้าที่เคยสร้างสมมาตั้งแต่อดีตชาติจนถึงชาติปัจจุบัน โดยส่งกระแสบุญนี้ถึง….ยักษ์…
ประจำตัวของ…ข้าพเจ้า….ขอให้ท่านช่วยให้อาการ…. โกรธ…ที่เกิดขึ้นกับข้าพเจ้าระงับดับสิ้นลงด้วยเถิด”

7. เวลาจิตใจสงบสุข เป็นสุข ปิติ ขนลุก อิ่มบุญ
นั่นหมายความว่ามีการส่งกระแสความดีบางอย่างมาถึงท่านกระแสเหล่านั้นจะมาจาก
เทวดาและพรหมในส่วนที่ดีที่เป็นญาติท่านส่งมาถึงท่านยิ่งถ้าเป็นนักปฏิบัติธรรมแล้ว
การได้สัมผัสอย่างนี้ต้องรีบส่งบุญตอบกลับทันทีเพราะเมื่อเค้าได้รับบุญแล้วเค้าจะอำนวยอวยพร
ให้การปฏิบัติของท่านเจริญก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไปให้ตั้งจิตอธิษฐานกล่าวดังนี้

ตัวอย่าง “ขออาราธนาบารมีคุณพระพุทธคุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ ได้บันดาลบุญของข้าพเจ้า
ที่เคยสร้างสมมาตั้งแต่อดีตชาติจนถึงชาติปัจจุบัน โดยส่งกระแสบุญนี้ถึง….เทวดาและพรหม
ที่เป็นญาติของข้าพเจ้า…ขอให้ท่านช่วย ให้ ……(ระบุ)เช่น การปฏิบัติธรรมของข้าพเจ้า
เจริญก้าวหน้าขึ้น เป็นต้น…….”

8. เวลาเจ็บไข้ได้ป่วย
นั่นหมายความว่าเจ้ากรรมนายเวรของท่านได้ส่งกระแสบางอย่างมาถึงท่านตามอวัยวะของท่าน
เพื่อกระตุ้นให้ท่านส่งบุญชดใช้พวกเค้า ท่านสามารถตั้งจิตอธิษฐานกล่าวได้ดังนี้
ตัวอย่าง “ขออาราธนาบารมีคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์
ได้บันดาลบุญของข้าพเจ้าที่เคยสร้างสมมา
ตั้งแต่อดีตชาติจนถึงชาติ ปัจจุบันโดยส่งกระแสบุญนี้ถึงเจ้ากรรมนายเวรที่มาเบียดเบียน
ข้าพเจ้า….(ระบุอวัยวะเช่นที่ท้องข้าพเจ้า)….ขอให้อาการเจ็บปวดเหล่า นั้นจงหายไปในทันที”

9. ก่อนจะนอนหลับท่านสามารถตั้งจิตอธิษฐานกล่าวได้ดังนี้
ตัวอย่าง “ขออัญเชิญเทวดาที่อยู่ประจำตัวข้าพเจ้าได้ช่วยคุ้มครองให้ข้าพเจ้านอนหลับด้วยความปลอดภัย
ก่อให้เกิดสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีเมื่อยามตนและเทวดาประจำตัวของข้าพเจ้าท่านใดที่เก่งในด้านการรักษา
ขอเชิญท่านได้เข้าสู่ร่างกายข้าพเจ้าเพื่อทำการรักษาโรคภัยที่มีอยู่ในกายของข้าพเจ้าด้วย
เถิดอันเมื่อท่านได้ทำแล้ว ข้าพเจ้าก็ขอส่งกระแสแห่งบุญของข้าพเจ้าถึงแด่ ท่านโดยทันที”

10. ก่อนเดินทางออกจากบ้านไปที่ทำงาน/ที่ใดๆ
หรือแม้แต่การเดินทางจากที่ทำงาน/ที่ใด ๆ กลับบ้านก็ตามท่านสามารถตั้งจิตอธิษฐานกล่าวได้ดังนี้
ตัวอย่าง“ขออาราธนาบารมีคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ ได้บันดาลบุญของข้าพเจ้าที่เคยสร้างสมมา ตั้งแต่อดีตชาติจนถึงชาติ ปัจจุบันโดยส่งกระแสบุญนี้ถึงเหล่า เทวดา พรหม ภูตผี ปีศาจ เปรต อสูรกาย ยักษ์ คนธรรม์ นาคากุมพัน ครุฑ มาร แบคทีเรีย ไวรัส ที่ข้าพเจ้า กำลังจะผ่านไปนี้ให้ได้รับซึ่งกระแสแห่งบุญโดยทั่วถึงกัน ท่านใดสามารถรับได้ขอให้มาเตรียมการรอรับได้เลย”

11. ทุกครั้งที่มีการพลาดด้วยการเผลอฆ่าสัตว์ไปจะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม
ท่านต้องพึงระลึกในการส่งกระแสบุญโดยทันทีแม้จะผ่านมาแล้วแต่ยังนึกได้หรือไม่ก็ตามในแต่ละวัน
ท่านต้องดำเนินการส่งให้เป็นนิสัยโดยท่านสามารถตั้งจิตอธิษฐานกล่าวได้ดังนี้
ตัวอย่าง “ขออาราธนาบารมีคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ ได้บันดาลบุญของข้าพเจ้า
ที่เคยสร้างสมมาตั้งแต่อดีตชาติจนถึงชาติปัจจุบัน โดยส่ง กระแสบุญนี้ถึงเหล่าสรรพสัตว์
(จะระบุประเภทสัตว์เลยก็ได้) ที่ข้าพเจ้าได้ เคยฆ่าหรือมีส่วนฆ่าให้ได้รับผลบุญนี้ด้วยเทอญ”

“ ท่านทั้งหลายลองเอาไปปฎิบัติดู
เหมือนมีคนเอาผลไม้มาให้ชิมบอกว่าหวาน
เราไม่ชิม จะรู้ได้อย่างไรว่าหวาน”

อนุโมทนาบุญ

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

" ให้อะไร ก็ได้อย่างนั้น " " ทำสิ่งใด ก็ได้สิ่งนั้น "


ข้าพเจ้าเชื่อในเรื่อง " บุญ "
เราทุกคนล้วนเกิดมาพร้อมกับบุญและบาปที่ติดตัวมา
" บุญ " เหมือนเป็นทุนที่เราสะสมไว้ใช้ในชาตินี้
หากเราใช้บุญไปทุกๆวันจนใกล้หมด
บาปที่เราเคยทำทั้งในอดีตและทำเพิ่มในวันนี้ จะเข้ามาแทนที่
ชีวิตเราจึงเกิดเรื่องราววุ่นวายไม่หยุดหย่อน
ทำอะไรก็ไม่สำเร็จติดขัดไปหมดทุกทีไป
เพราะมีบาปคอยเข้ามากั้นขวางไว้
เริ่มสร้างบุญ สร้างมหาบารมีไว้เสียแต่วันนี้

" ให้อะไร ก็ได้อย่างนั้น "
" ทำสิ่งใด ก็ได้สิ่งนั้น "

ตรรกะง่ายๆ ที่ไม่ต้องไปคิดอะไรให้ลึกซึ้ง เพราะเรื่องบุญกรรม ไม่มีใครพิสูจน์ได้
เหมือนการคำนวณตัวเลข เราจึงต้องหมั่นเติมบุญเข้าไปอยู่เรื่อยๆ
ทำบุญรูปแบบใดก็ได้ ให้ใจสบายและมีความสุข
สิ่งดีๆ ก็จะเกิดกับชีวิตเราอย่างแน่นอน
เริ่มต้นจากใจเราก่อน ไม่อิจฉากัน ไม่หมั่นไส้กัน
ไม่ให้ร้ายลับหลัง มองกันในแง่ดี
เท่านี้บุญก็เกิดที่ใจแล้ว ...








พลิกวิกฤตชีวิตด้วยบุญ









เรื่องอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นกับชีวิตเรานั้น
ไม่เคยบังเอิญ !!!

เคล็ดลับอัศจรรย์
ที่จะสามารถเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้นอย่างฉับพลันทันใจ
สมปรารถนาทุกสิ่ง (อันเป็นบุญ ไม่ผิดศีลธรรมดีงาม)
จะสำเร็จสมปรารถนาได้อย่างมหัศจรรย์
โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากมายเลย
เพียงใช้เพียงความศร้ทธาให้มาก ความวิริยะตั้งใจให้มาก
ปาฏิหาริย์จะเกิดกับผู้ที่ศรัทธาแรงกล้า !!!

========================================
ติดต่อ - สอบถาม
โทร : 081-563-5364

========================================

การเปิดพระโอษฐ์ คืออะไร..??


คนเราเกิดมาจะมีองค์บารมีคุ้มครองสังขาร เรียกว่า "เทวดาประจำตัว" ที่ทักกันว่ามีองค์นั้น มีกันทุกคน
จะเป็นองค์เทพ- พรหมหรือสัมภเวสี ก็แล้วแต่กุศลมูลเดิมหรือสัญญาที่ได้ทำกันไว้ตั้งแต่ในอดีตชาติ
คนเราไม่สามารถที่จะเลือกองค์บารมีประจำสังขารได้ ขึ้นอยู่กับกุศลและบารมีของผู้นั้น
บุคคลใด ที่พูดว่าเทพองค์นั้นองค์นี้ เสด็จมาประทับร่างของตนนั้น เป็นการหลงเข้าใจผิด โดยไม่รู้จริง
องค์เทพที่เจ้าตัวได้คุยเอาไว้นั้น ส่วนใหญ่ จะเป็นสัมภเวสี วิญญาณระดับเจ้าพ่อเจ้าแม่
ไม่มีฤทธิ์ไปช่วยเหลือมนุษย์อื่นใดได้หรือ?

เทวดาประจำตัวเรานั้นจะอยู่ห่างจากเราเพียง 3 ศอก รอบๆตัวเรา
การเชิญองค์บารมีหรือเทวดาของตนเองมาประทับร่าง หรือเรียกว่า “ การเปิดพระโอษฐ์”
ใช่ว่าเมื่อเปิดแล้วจะได้เป็น “ คนทรง” หรือ “ ร่างทรง” อย่างที่เข้าใจกันผิดๆ
เพราะว่าเทพแต่ละองค์นั้นท่านจะมีหน้าที่ไม่เหมือนกัน
บางองค์ลงมาเพื่อสร้างบารมีโดยการช่วยเหลือมนุษย์ เช่น เปิดพระโอษฐ์ รักษาโรคภัยไข้เจ็บ
ปราบมาร ปราบผี ปราบคุณไสย หรือชี้แนะในทางโชคชะตาราศี
เทพส่วนมากจะลงมาเพื่อคุ้มครองร่างของตนเองเท่านั้น ดลจิตใจผู้นั้นให้ญาณ หรือสัมผัสทิพย์
ก็แล้วแต่องค์ของผู้นั้นท่านจะให้รู้อะไร โดยจะไม่มีหน้าที่ไปช่วยเหลือผู้อื่น

ดังที่เห็นสำนักทรงจำนวนมากที่เทพของตนเองไม่มีหน้าที่ หรือว่าร่างทรง หรือคนทรงนั้น
ไม่มี “ บารมี” พอที่จะเปิดพระโอษฐ์เชิญเทพลงมาได้ จึงมักหาวิธีการหลอกหากินด้วยการให้รับขันธ์
เทพต่างๆ ก็แล้วแต่จะอุปโหลกชื่อเทพดังๆ ให้หลงเชื่อรับขันธ์เทพ หาเงินทองเข้า
ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นสัมภเวสีทั่งสิ้น เพราะเจ้าตำหนักทรงก็เป็นพวกเดียวกัน
บ้างก็จัดฉากแต่งตัวเลียนแบบเทพสร้างภาพยกย่อง เพื่อที่จะผูกมัดใจให้ศิษย์
ให้หลงอยู่กับเจ้าสำนัก เพื่อที่จะให้ลูกศิษย์คนนั้นพาญาติสนิทมิตรสหายมาหากันมากๆ
เพื่อที่จะได้ลาภสักการะต่อไป

องค์บารมีประจำสังขาร ถ้าเปรียบกับพระไตรปิฎก ( คนที่มีไว้แต่ไม่เคยเปิดอ่านเลย
หรือเมื่อเปิดอ่านแต่ก็ไม่เข้าใจก็คงจะต้องมีพระมาแปลให้ และถึงแม้ว่าจะได้เล่าเรียนพระธรรม
คำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ที่ได้ตกทอดกันมา 2550 ปีแล้วก็ตาม
หากไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์ ก็หาเกิดประโยชน์อันใดแก่ผู้อ่านไพระไตรปิฎกไม่)

องค์บารมีประจำสังขารก็เช่นเดียวกัน เมื่อไม่ได้เปิดองค์ลงมาประทับร่าง
ก็มีไว้เพียงคุ้มครองเจ้าของร่างได้เป็นบางคนเท่านั้น ( แต่ไม่ทุกคน)
หากองค์บารมีคุ้มครองสังขารของมนุษย์ได้ทุกคน คนเราก็คงจะไม่ประสบกับเคราะห์กรรม
เจ็บป่วย ไม่ประสบอุบัติเหตุ ไม่ถูกผีเข้า หรือถูกคุณไสย และอีกประการหนึ่ง
องค์บารมีก็ไม่สามารถป้องกันร่างจาก เจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติ ที่ติดตามมาทวงหนี้ในชาตินี้ได้
พูดกันง่ายๆ องค์จะลงต้องเคลียร์สิ่งต่างๆ ที่แทรกในตัวออกก่อน

ฉะนั้นการ “ เปิดพระโอษฐ์” หรือการเปิดให้คนเรานั้นพูดภาษาเทพได้
จะทำให้เทพที่คุ้มครองร่างของเราสามารถลงมาประทับร่างได้ บางคนได้สร้างสมบารมีเอาไว้ในอดีตชาติมามาก มีกุศลมูลเดิมมามาก เมื่อเปิดแล้วจะพูดภาษาเทพได้อย่างคล่องแคล่ว ภายในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งถ้าปฏิบัติไปอีกไม่นานก็จะสามารถสื่อกับองค์บารมีเป็นภาษามนุษย์ได้
คนที่ไม่ได้มีสะสมบารมีมาตั้งแต่อดีตชาติ และในชาตินี้ไม่ได้สร้างตนโดยการสวดมนต์ไหว้พระ
นั่งสมาธิกรรมฐาน ไม่รู้จักให้ทาน ก็จะเปิดให้พูดภาษาเทพได้ยาก ( ต้องทำการประจุองค์พระธรรมให้มาก)

ส่วนมากองค์เทพเหล่านี้จะลงประทับร่างเพื่อมาคุ้มครองร่างเท่านั้น
บางคนที่เปิดออกมา แทนที่จะเป็นองค์บารมีประจำสังขาร กลายเป็นว่าเป็นวิญญาณแฝงเข้ามา
เป็นวิญญาณเร่ร่อน หรือวิญญาณที่ถูกส่งมาด้วยวิชาคุณไสย ซึ่งส่วนมากจะเป็นวิญญาณผีตายโหงทั้งสิ้น

ศิษย์ที่อาจารย์เปิดปากให้พูดภาษาเทพได้ เป็นส่วนมากที่ “ พูดภาษาเทพได้ แต่ฟังไม่รู้เรื่อง”
คือแปลภาษาเทพไม่ได้ แท้ที่จริงแล้วเป็นความลับสวรรค์ ห้ามแปล บางครั้งก็สามารถรู้ในจิตได้

เทพ - เทวดานั้น มนุษย์ที่จะสื่อกับท่านได้รู้เรื่องจะต้อง

๑ . เป็นผู้ที่มีจิตใจสะอาดพอสมควร

๒ . มีบารมีสะสมมาจากอดีตชาติ

๓ . ศรัทธาในองค์บารมีประจำสังขารของตนเอง

๔ . ปฏิบัติตน สร้างบารมี มีศีลธรรม

ถ้าไม่ปฏิบัติตน ในที่สุดก็จะห่างเหินจากองค์บารมีของตนเอง ก็จะไม่สามารถที่จะพูดภาษาเทพได้อีกเลย
และในที่สุดก็จะไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากองค์พระบารมีได้

ผลพลอยได้จากการเปิดพระโอษฐ์

๑ . ทำให้ทราบว่ามีวิญญาณของบรรพบุรุษที่เรียกว่า “ ผีปู่ย่า” วิญญาณทั่วๆ ไป
เช่นวิญญาณผีตายโหง ซึ่งถูกส่งมาด้วยวิชาคุณไสย อยู่ในร่างของผู้มาเปิดพระโอษฐ์ หรือไม่ ?
๒. บรรพบุรุษของบางท่านที่มีเชื้อสายจีน ถ้าลูกหลานไม่ทำบุญทำทานไปให้ ก็จะมาเกาะกินกับลูกหลาน
เป็นวิญญาณที่อด ๆ อยาก ๆ เพราะไม่ได้รับส่วนบุญส่วนกุศล แทนที่จะมาช่วยร่างกลับกลายเป็น
ว่าไม่เป็นผลดีกับลูกหลานเลย วิญญาณประเภทนี้แก้ไขด้วยการทำสังฆทาน
กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้ วิญญาณประเภทนี้ไม่สามารถขับไล่ได้

๓. วิญญาณที่มาเกาะหรือแฝงอยู่ในตัว จะทำให้สังขารของคนผู้นั้นไม่สบาย ปวดหัว ปวดแขน ปวดขา
กลายเป็นคนอ่อนเปลี้ยเพลียแรง วิญญาณพวกนี้จะต้องขับไล่ออกไป เพราะว่ามิใช่ให้โทษเฉพาะการเจ็บป่วยเท่านั้น แต่จะส่งผลให้กิจการค้าและครอบครัวมีแต่ความวุ่นวายไปหมดทุกอย่าง ไม่มีความเจริญก้าวหน้าใด ๆ ในชีวิตของคนผู้นั้นเลย

๔. วิญญาณระดับสูงที่เรียกว่า “ มาร” นั้นจะเป็นเทวดาฝ่ายมาร ซึ่งเรียกว่า “ มารเบื้องสูง”
สังขารที่มารเหล่านี้สิงสถิตอยู่ จะเป็นมนุษย์ขี้คุยโม้โอ้อวด ชอบที่จะอ้างว่าตนเองนั้นมีเทพองค์ใหญ่ ๆ ทั้งนั้นลงมาประทับร่าง มารประเภทนี้มีฤทธิ์ มากพอสมควร ร่างทรงไม่สามารถปราบได้
นอกจากร่างทรงที่มี “ บารมี” สูงเท่านั้น (แต่หาได้ยากมาก)

๕. วิญญาณประเภทเจ้าพ่อ เจ้าแม่ หรือปู่ทั้งหลายนั้น ถ้ามิใช่ “ พ่อปู่ใหญ่” หรือ “ พระฤษี ๑๐๘ องค์”
ถือว่าเป็น “ สัมภเวสี” วิญญาณประเภทนี้เป็นวิญญาณที่มาสร้างบุญช่วยเหลือมนุษย์
มีดีบ้างไม่ดีบ้างแล้วแต่สังขารที่สิงอยู่ ผู้ที่ไปหาคนทรงประเภทนี้ต้องใช้สติปัญญา จริงหรือไม่จริง
ควรสังเกตดูจากผลงานที่ท่านได้รับจากการทำพิธีของเจ้าทรงเหล่านี้ซึ่งบางท่านกว่าจะรู้ตัว
ก็หมดเงินทองไปหลายพันหลาย หมื่นบาทแล้ว “ เพราะฉะนั้นกรุณา ดู ฟัง ใช้สติปัญญาคิด
ไตร่ตรองดูเสียก่อน จึงค่อยเชื่อ ก็ยังไม่สายเกินไป” การเปิดพระโอษฐ์เชิญองค์บารมีลงประทับนั้น
หาใช่ว่าจะทำให้ร่างนั้นร่างทรงก็หาไม่ เพราะในขณะที่อัญเชิญท่านลงมานั้นเราจะมีสติอยู่ตลอดเวลา
เพียงแต่ว่าไม่อาจจะฝืนอาการเหล่านั้นได้ เช่น ขนลุกซู่ชูชัน ปากสวดหรือพูดภาษาที่ฟังไม่ออก มือ แขน ขามีการขยับในอาการกริยาต่าง ๆ หนักตัว มือไม้ชา เป็นต้น การเปิดพระโอษฐ์นั้นเพื่อ ไล่ผี ปราบมาร ปราบคุณไสยหรือชี้แนะในโชคชะตาราศีแก่ผู้อื่น เทพส่วนมากจะลงมาคุ้มครองร่างของตนเองเท่านั้น
โดยจะไม่ยอมช่วยเหลือใคร เพราะว่าเทพแต่ละองค์ท่านจะทำหน้าที่ไม่เหมือนกัน
บางองค์ลงมาเพื่อสร้างบารมีโดยการช่วยเหลือมนุษย์ เช่น รักษาโรคภัยไข้เจ็บ โดยผ่านทางญาณเทพที่อยู่กับร่างมันจะเกิดความรู้แปลก ๆ ผุดขึ้นมาทางจิต แล้วพูดทายทักออกไปเองโดยอัตโนมัติ
ไม่ใช่การลงประทับทรงอย่างที่เคยเห็น เพราะลักษณะร่างทรงนั้นส่วนใหญ่จะตายแล้วฟื้นขึ้นมา
เวลาท่านลงร่างจะมีอาการสั่นอย่างรุนแรงและจะไม่มีสติรู้สึกตัวว่า พูดหรือทำอะไรออกไป
จนกว่าญาณเทพจะถอยออกจึงจะเป็นตัวของตัวเอง และมีผู้มาเล่าให้ฟังในภายหลัง
ส่วนมากองค์เหล่านี้จะลงมาเพื่อคุ้มครองร่างเท่านั้น บางคนเปิดออกมาแทนที่จะเป็นองค์สังขารบารมี
กลับกลายเป็นวิญญาณแฝงเข้ามา อาจจะเป็นวิญญาณทั่วไปหรือเป็นวิญญาณของเจ้ากรรมนายเวรก็ได้

การเปิดพระโอษฐ์หรือเปิดภาษาเทพนั้น ช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับบารมีเดิมของแต่ละคน
บางคนสามารถพูดได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที แต่บางท่านก็ต้องใช้เวลาสวดยัติให้หลาย ๆ ครั้ง
ภาษาที่ได้นั้นจะมีหลายภาษา ขึ้นอยู่กับการขยันเรียนของคนนั้นด้วย ถ้าได้แล้วขี้เกียจเรียนนาน ๆ เข้า
ก็จะเสื่อมหรือคลายหายไป ถ้าผู้ใดหมั่นฝึกฝนปฏิบัติก็จะพัฒนาก้าวหน้าทั้งในทางโลกและทางธรรมควบคู่กันไปแม้ว่าจะสามารถเปิดภาษาเทพได้ แต่ก็จะฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง คือไม่เข้าใจภาษานั่นเอง
ร่างนั้นก็จะต้องฝึกฝนในขั้นต่อไป คือการสื่อสารเข้าใจในภาษาที่องค์เทพท่านพูด
โดยการฝึกฝนทางจิตอย่างที่เราเรียกว่าโทรจิต แม้จะใช้ภาษาใด ๆ ก็เข้าใจได้โดยจิตที่เราเรียกกันว่า
นิรุติหรือภาษาศาสตร์ หรือให้องค์บารมีท่านพูดเป็นภาษาไทยเลย
หรือสามารถแปลความหมายของภาษาเทพได้นั้น ขึ้นอยู่กับเหตุหลายประการคือ
บารมีเดิมของแต่ละบุคคล
-คนมีบารมีมากย่อมสามารถพูดภาษาเทพได้เร็วภายในไม่กี่นาที
สวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ เป็นประจำ
- เพื่อปรับสภาวะจิตของเราให้ให้มีคลื่นความถี่ตรงกับสภาวะเทพ
ขยันเรียน ศึกษา ค้นคว้า หาความรู้
-เหมือนคนขยันเรียนก็จบหลักสูตรเร็ว
รู้จักพัฒนาวิชาความรู้ที่เกิดขึ้นจากจิตให้เกิดประโยชน์ได้อย่างกว้างขวาง
ประโยชน์/การปฏิบัติตน/การฝึกในขั้นสูงด้วยเหตุแห่งปัจจัยการเกิดที่แตกต่างกัน
หากได้รู้จักถึงจักรวาลภายในกายและจิตของตนให้ถ่องแท้แล้ว มนุษย์ย่อมเข้าใจได้
ถึงเส้นทางซึ่งต้องดำเนินไป ผลบุญใด ที่เข้าถึงพระรัตนตรัย บุญ นั้น
ย่อมนำพาสู่เทพบารมี สู่สัญญาเก่า ประคับประคองสู่นิพพาน

ยอมเสียเวลาอ่านสัก 5 นาที อาจพลิกชีวิตคุณ



ทำไม???  โอกาสหลายอย่างจึงหลุดมือเราไปทำไม???
ทำอะไรก็ติดขัด มีอุปสรรคให้เหนื่อยยากตลอดเวลา
ทำไม???  ขยันทำงานแทบตาย ชีวิตก็ยังแย่เหมือนเดิม

พี่ชายและน้องชาย ตระกูลหวัน ช่วยกันตั้งโรงงานอาหารกระป๋อง(ผักดอง)
ผลิตออกมาหลายรสชาติ จำหน่ายทั้งในประเทศและส่งขายนอกประเทศ  แถวเอเชีย ทั้งญี่ปุ่น ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์  เป็นผักดองอัดกระป๋องยี่ห้อ "เจ" หวังจำหน่ายกับคนจีนโพ้นทะเลในหลายๆประเทศ
แต่น่าเสียดาย ที่พยายามเท่าไหร่กลับมีหนี้สินเพิ่มากขึ้นทุกปี จนผ่านมาถึงปีที่ 8 (ค.ศ.1988) ก็มาถึงจุดที่แบกภาระต่อไปไม่ไหวเป็นลูกหนี้ของแบงค์ที่ตามมาบี้และเป็นหนี้กับนายทุนหลายๆคน หนี้วัตถุดิบที่เอามาผลิตอาหารกระป๋อง จนทั้งสองเกิดอาการเครียดมาก จึงพากันไปดูหมอซินแสคนดังท่าหนึ่งของไต้หวัน ที่มีแต่พ่อค้านายพลใหญ่ๆชอบไปดูดวงกับท่าน  ซินแสคนนี้แหละที่เป็นผู้เอาเรื่องของพี่น้องคู่นี้มาเขียนในนิตยสารธรรมะฉบับดังกล่าว ซินแสท่านเล่าว่า ตอนแรกที่ผูกดวงของพี่น้องคู่นี้ออกมาก็รู้สึกหนักใจมากๆเพราะตกตำแหน่งที่ "สูญสิ้น" ทั้งคู่ ทั้งถนนชีวิตและปีจร วัยจร ตกที่นั่งกู้ชีพให้ฟื้นขึ้นมาไม่ได้เลย
     "ตายลูกเดียว"  คือ "เจ๊งลูกเดียว"
ไม่มีวิธีแก้กรรมแก้เคล็ดใดๆ  จึงสั่นหัวแจ้งข่าวร้ายให้ทั้งสองรับทราบ บอกว่า
     "ไม่รอด"
พี่ชาย-น้องชาย  คอตกกลับมาถึงบ้านพัก ซึ่งอยู่ติดกับโรงงานและรู้สึกเศร้าเสียใจมากๆ กับชะตาชีวิต
ที่ตกต่ำสุดๆในตอนนี้ บังเอิญในช่วงวันนั้น  บริเวณตอนเหนือของไต้หวันเกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมอย่างหนัก ทีวีออกข่าวเห็นแต่ภาพน้ำท่วมหลากและบ้านเรือนเหลือแต่หลังคา  มีคนเกาะต้นไม้
และบ้างก็อยู่บนหลังคากำลังหิวโหย  หนาวเหน็บและลำบากลำบนมาก โดยหน่วยกู้ภัยยังไปไม่ถึงบริเวณดังกล่าวทั้งสองพี่น้องผู้กำลังกลุ้มใจสุดๆ เห็นภาพดังกล่าวก็เกิดความเวทนา จึงเกิดไอเดียปรึกษากันว่า

     "ไหนๆ ก็จะเจ๊งแน่ ตอนนี้เรายังมิได้ประกาศออกไป ชื่อเสียงที่ย่ำแย่เต็มประดา ยังไม่ถึงขั้นเน่าเหม็นอย่ากระนั้นเลย ทั้งสองคนรีบโทรศัพท์ไปหาญาติมิตรและลูกค้าเก่าๆ เท่าที่เรารู้จัก เอ่ยปากขอยืมเงินมาให้มากที่สุดคนไหนเป็นเจ้าของสินค้าอุปโภค บริโภคที่พอจะช่วยภัยคนตกน้ำเราก็ขอเป็นสินค้ามาก่อนและเขียนเช็ค(เด้ง) ไปให้พวกเขาก่อน รีบๆ รวบรวมปัจจัยให้ได้ภายในคืนนี้แหละ
เอาเศษเงินว่าจ้างเรือขนสินค้าอุปโภคบริโภค พวกอาหารแห้ง บะหมี่ ข้าวสาร อาหารกระป๋อง เสื้อผ้า ผ้าห่ม ขอเป็นหน่วยฉุกเฉินหน่วยแรกที่บุกไปบริจาคช่วยชาวบ้านถึงที่เป็นขบวนแรกก่อนเลย
เพราะไหนๆก็จะเจ๊งตายอยู่แล้ว  เอาเครดิตชื่อเสียงที่พอจะเหลือเอาเงิน เอาข้าวของคนที่มีมาทำบุญสักครั้งเถอะ"

ทั้งสองจึงวุ่นวายกันทั้งคืน ไม่ได้หลับไม่ได้นอน ทั้งโทรฯ ทั้งขอและปลุกให้ลูกเมีย ญาติโยม
ที่พอจะไหว้วานได้ รายไหนยอมให้กู้ก็ไปรับเงิน  รายไหนยอมให้สินค้าก็ส่งรถขนส่งไปขนเอามา 
เขียนเช็คเด้ง ยื่นหมู ยื่นแมวออกไปก่อนแค่รุ่งเช้าทุกอย่างก็พร้อม  ได้ของมาเต็มรถบรรทุก 2 คัน ส่งคนไปขอเช่าเรือยนต์รออยู่ที่ตำบลน้ำท่วมได้เรือมา 4 ลำ ยังไม่ทัน 9 โมงเช้า สินค้าที่ถ่ายลงเรือทั้ง 4 ลำ ตระเวนแล่นเข้าไปในดงน้ำท่วมของกินของใช้ก็จัดมัดไว้ในถุงพลาสติกใบโตๆ เจอผู้รอดตายก็รับขึ้นเรือบางรายรับไม่ได้ก็ฝากถุงยังชีพถุงกู้ชีพไปให้ก่อนบอกว่าเดี๋ยวเรือด่วนของราชการคงมาช่วยพาไปขึ้นบกที่ปลอดภัยในภายหลัง

การกระทำอย่างฉับไวในครั้งนี้  กลายเป็นข่าวใหญ่ เพราะมีผู้สื่อข่าวทั้งทีวี วิทยุ
หนังสือพิมพ์ไปดักรอทำข่าวอยู่แล้ว ความรวดเร็วและกล้าหาญจริงใจในการช่วยคนตกทุกข์
แบบขบวนการของเอกชนแบบนี้ ยังไม่เคยเห็นใครทำมาก่อน  ชุดนี้ช่วยในวาระแรกๆ อาหาร เสื้อผ้า
ส่งตรงถึงผู้ประสบภัยกันถ้วนหน้า พอเห็นหน่วยราชการ การชาด องค์กรการกุศลอื่นๆที่ตามมาทีหลัง
หน่วยแรกนี้ก็ล่าถอยกลับบ้าน เพราะถือว่าสมใจนึกแล้ว ทั้งเหนื่อยจัดและหมดแรง แต่ก็ดีใจปลื้มใจสุดๆ

ทั้งสองครอบครัวกลับถึงบ้านก็สั่งปิดโรงงานเตรียมตัววางเฉย
เพราะรู้ดีว่าอีกไม่นานเจ้าหนี้ทั้งหลายคงรุมฟ้องดีกันยืดยาว แต่เหตุการณ์กลับพลิกล็อกเหนือความคาดหมาย ปรากฏว่าทั้งธนาคารหลายแห่งและเจ้าหนี้ทั้งหลายกลับวางตัวเงียบเฉย
ไม่มีใครยื่นฟ้องคดีล้มละลายกับคู่นี้สักรายเดียว เพราะทุกคนทั่วประเทศได้เห็นข่าวกล้าหาญ
ในการส่งเสบียงกู้ภัยในนามเอกชนแท้ๆอยู่เพียงรายเดียว
เจ้าหนี้ทุกคนต่างก็คิดเหมือนกันหมดว่า "พี่น้องคู่นี้ไม่น่าจะยากจนจริงๆ อย่างที่เคยเข้าใจ
คงจะแกล้งจนและแกล้งเบี้ยวหนี้" จึงไม่มีใครตกอกตกใจว่าคู่นี้ใกล้เจ๊ง
กลับเห็นพ้องต้องกันว่าน่าจะเปิดให้มีการเจรจาปรองดองหนี้กันใหม่ และสิ่งที่แปลกกว่านั้นคือ
ประชาชนตาดำๆ ทีได้เห็นข่าวทีวีและอ่านในหนังสือพิมพ์ต่างก็คิดว่า
อาหารกระป๋องผักดองเจของโรงงานนี้น่าจะลองชิมดู เพราะถ้าค้าขายได้ร่ำรวยเงินทอง
เจียดเงินมาช่วยคนประสบภัยแบบนี้ต้องถือว่าไม่ธรรมดา
ดังนั้น ร้านค้าต่างๆ ห้างต่างๆ รวมทั้งลูกค้าใหญ่ๆ ในต่างประเทศ ต่างก็โทรฯเข้ามาขอสั่งซื้อผักดองกระป๋องของโรงงานแห่งนี้กันโกลาหล เรียกว่ารับแต่ใบออเดอร์ที่โทรฯ ประดังเข้ามาก็จดกันมือนิ้วชาไปหมด โรงงานของสองพี่น้องจึงฟื้นชีพขึ้นมาอย่างปาฏิหาริย์และขายดิบขายดีตั้งแต่บัดนั้น

ข้าพเจ้าเชื่อในเรื่อง "บุญ"
เราทุกคนล้วนเกิดมาพร้อมกับบุญและบาปที่ติดตัวมา
"บุญ" เหมือนเป็นทุนที่เราสะสมไว้ใช้ในชาตินี้ หากเราใช้บุญไปทุกๆวันจนใกล้หมด
บาปที่เราเคยทำทั้งในอดีตและทำเพิ่มในวันนี้ จะเข้ามาแทนที่
ชีวิตเราจึงเกิดเรื่องราววุ่นวายไม่หยุดหย่อน
ทำอะไรก็ไม่สำเร็จติดขัดไปหมดทุกทีไปเพราะมีบาปคอยเข้ามากั้นขวางไว้
ถ้าตื่นไปใส่บาตรไม่ไหว
ก็ทำแบบข้าพเจ้าก็ได้
สร้างพระถวายเดือนละครั้ง
ถวายธรรมทาน ด้วยหนังสือสวดมนต์ เดือนละครั้ง หรือมากกว่า..
ถวายสังฆทานเดือนละ 1 ครั้ง
อุทิศบุญให้กับผู้ที่เราเคยล่วงเกินทั้งกาย วาจาใจ 
ข้าพเจ้าจะไม่ซื้อสังฆทานแบบเป็นถังเหลือง
แต่จะเลือกซื้อของเอง ยิ่งเราพิถีพิถันในการเลือกของถวาย
เราก็จะได้สิ่งดีๆที่สมบูรณ์แบบเช่นกัน
"ให้อะไร ก็ได้อย่างนั้น"
คุณว่าจริงมั้ย ตรรกะง่ายๆที่ไม่ต้องไปคิดอะไรลึกซึ้ง
เพราะเรื่องบุญกรรม ไม่มีใครพิสูจน์ได้เหมือนการคำนวนตัวเลข
เราจึงต้องหมั่นเติมบุญเข้าไปอยู่เรื่อยๆ
ทำบุญรูปแบบใดก็ได้ ให้ใจสบายและมีความสุข
สิ่งดีๆก็จะเกิดกับชีวิตเราอย่างแน่นอน
เริ่มต้นจากใจเราก่อน
ไม่อิจฉากัน
ไม่หมั่นไส้กัน
ไม่ให้ร้ายลับหลัง
มองกันในแง่ดี
เท่านี้บุญก็เกิดที่ใจเเล้ว

วิธีการโอนบุญที่ถูกวิธีตามพระไตรปิฏก



1.วิธี “เปิดบุญ”

เป็นวิธีการส่งบุญถึงสิ่งลี้ลับที่เรามองไม่เห็นที่เค้ามาอยู่รอบ ๆ ตัวเรา และส่งกระแสลี้ลับมาหาเรา
ทำให้เราเครียด มีความทุกข์ไม่สบายกาย ไม่สบายใจอยู่ตลอดเวลา หรืออาจส่งกระแสที่ไม่ดี
ไปถึงญาติพี่น้องเราครอบครัวเรา หรือคนที่เรารักให้พบกับสิ่งที่ไม่ดี มีสุขภาพที่ย่ำแย่ลง
หรือปฏิบัติตนไปในทางที่ไม่ดีไม่งาม เป็นต้น

“สิ่งลี้ลับ” ก็คือญาติของเราหรือผู้ที่เราเคยทำร้ายเค้าไว้ตั้งแต่อดีตชาติแล้วเค้ากลายมาเป็นสิ่งลี้ลับต่าง ๆอยู่ในกายหรืออยู่รอบ ๆ กายของเราเพื่อคอยเล่นงานเรานั่นเอง สิ่งลี้ลับที่ว่านี้ก็คือ เหล่าภูติผี ปีศาจ
เปรตอสูรกาย ยักษ์ คนธรรม์ นาคา ครุฑ กุมพัน มาร เงือก กินราเทวดา-พรหมทั้งที่ดีและไม่ดี ยมบาล ยมฑูตเชื้อโรค ไวรัส แบคทีเรีย จุลินทรีย์สัตว์ที่เคยฆ่า ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว นายเวร นายบุญ
(สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มีจริงทุกท่านสามารถตรวจดูได้ในพระไตรปิฏกซึ่งมีเขียนระบุไว้)

ทุก ๆคนมีบุญกันมากอยู่แล้ว ดังนั้นบุญที่สะสมกันมาตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบันชาติ
จึงสามารถนำมาส่งให้กับสิ่งลี้ลับได้ทุกเมื่อ ทุกวัน ทุกเวลาซึ่งเมื่อเค้าได้รับบุญที่เราส่งให้แล้ว
เค้าก็จะไม่ก่อกวนเรา ไม่ทำให้เราทุกข์กายทุกข์ใจ ไม่ทำให้ญาติพี่น้องหรือครอบครัวเราต้องทุกข์กาย ทุกข์ใจเราจะทำอะไรก็เจริญรุ่งเรือง ที่สำคัญเราสามารถบอกให้เค้าช่วยเหลือเราได้ทุกเมื่อ
เพราะเมื่อเค้าได้รับบุญจากเราแล้ว เค้าจะตอบแทนบุญคุณเราทันทีแม้เราไม่ต้องเอ่ยขอให้ช่วย
เค้าก็จะช่วยเหลือโดยอัตโนมัติเพราะมันคือหน้าที่ของเค้านั่นเอง

วิธีการ “เปิดบุญ”สามารถทำได้ง่าย ๆ ทุกเช้า เอ่ยทำเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
แล้วตลอดทั้งวันท่านก็สร้างสมความดีให้ถึงพร้อมทั้งทางกาย วาจาและใจเพียงแค่ทำจิตให้สงบ
คิดดีกับผู้อื่นแม้เพียงส่งน้ำดื่มให้ใครสักแก้วผลบุญก็จะบังเกิดขึ้นแล้วนั่นเอง
การทำบุญจึงเป็นการทำที่ไม่ยากเลยสำหรับมนุษย์เรา ดังนั้นเมื่อบุญเกิดขึ้น
การ “เปิดบุญ” จึงเป็นวิธีในการส่งกระแสแห่งบุญนี้ถึงแด่สิ่งลี้ลับที่อยู่ในตัวและรอบ ๆตัวเรา
ให้ได้รับผลอย่างอัตโนมัติและได้รับกันอย่างทั่วถึงเกิดการอโหสิกรรมให้กับเราและญาติเรา
และช่วยเหลือเราในด้านต่าง ๆ สืบต่อไป  แต่ทั้งนี้ต้องทำการ “เบิกบุญ” และ “โอนบุญ”ประกอบด้วย

“กรรม”คือการกระทำ ทุก ๆคนสร้างทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว
สร้างกรรมดีก็ได้รับการเสวยกรรมดีสร้างกรรมชั่วก็ต้องได้รับการเสวยกรรมชั่วอย่างแน่นอน
แต่วิธีการนำบุญที่เราได้สะสมไว้มาส่งให้กับสิ่งลี้ลับนี้เองถือเป็นการชดใช้กรรมให้กับสิ่งต่างๆ
ที่เราเคยก่อกรรมทำชั่วกับพวกเค้ามาตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบันชาติ
ดังนั้นการเปิดบุญจึงถือเป็นการระลึกถึงกรรมและสำนึกในกรรมชั่วที่ได้กระทำมา
พร้อมยินดีที่จะนำบุญที่มีชดใช้คืนอย่างเต็มใจและยังเป็นการช่วยเหลือสิ่งลี้ลับให้ได้พ้นทุกข์อีกด้วย
ถือเป็นการ “สร้างความดีชดใช้หนี้กรรม” อย่างน่าชื่นชมยิ่งนัก

“การเปิดบุญ”ยังเป็นหนึ่งวิธีของการกระตุ้นเตือนให้เรามีสติที่จะสำรวมกาย วาจา ใจให้ถึงพร้อมด้วยศิล
เพราะเมื่อเราเอ่ย “เปิดบุญ” นั่นก็หมายความว่าทุกเสี้ยววินาทีของเราจะมีเหล่าสิ่งลี้ลับรอคอยบุญจากเราอยู่จึงทำให้ทุกเสี้ยววินาทีของเรามีค่าที่จะเตือนให้เรามีจิตสำนึกที่จะสร้างสมแต่คุณงามความดีให้ถึงพร้อมมากขึ้น

“การเปิดบุญ”ทุกครั้งท่านต้องกระทำด้วยจิตที่ไม่มุ่งหวังว่าเมื่อให้แล้วสิ่งลี้ลับต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ให้
หากท่านคิดเช่นนั้นก็คือ “ท่านทำบุญแล้วหวังผล” นั่นเอง ถือเป็นความโลภมากกว่าที่จะกลายเป็นบุญ
ท่านจึงมิต้องคาดหวังผลใด ๆ พึงระลึกไว้แต่เพียงว่า “เราทำกรรมไว้เราจึงต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เรากระทำ” คิดเพียงเท่านี้ความเมตตาจะเกิดขึ้นและมีจิตที่จะเป็นผู้ให้อย่างถึงพร้อม ส่วนผลที่จะได้รับนั้นก็จะเป็นไปตามบุญและความเพียรในการกระทำดีของท่านนั่นเอง

เมื่อท่านได้กล่าวเปิดบุญในทุกเช้าแล้ว ตลอดทั้งวันก็ต้อง โอนบุญ และเบิกบุญ ควบคู่ไปด้วย
เพราะเหล่าภูติผี ปีศาจ เปรต อสูรกายยักษ์นายเวรในบางจำพวกไม่มีพลังมากพอที่จะเข้ารับบุญจากท่านได้เมื่อเค้ายังไม่ได้รับบุญจากท่าน เค้าก็จะไม่เลิกก่อกวนท่านนั่นเองการโอนบุญและการเบิกบุญ
จะช่วยให้พวกสิ่งลี้ลับในภพภูมิที่ต่ำ (เช่น ภูตผี ปีศาจเปรต อสูรกาย ยักษ์ นายเวร) ได้รับบุญอย่างเต็มที่
(วิธีการโอนบุญและเบิกบุญท่านสามารถดูคำกล่าวได้ในเอกสารหน้าถัดไป)

* การ “เปิดบุญ” ควรทำทุกเช้าโดยกล่าวให้กับสิ่งลี้ลับทั้งหมด
(ตามที่ได้เขียนไว้แล้วข้างต้น) ทำวันละ 1 รอบในช่วงเช้า

ในช่วงเช้าหลังจากตื่นนอน ให้ทำจิตให้สงบสักครู่ (ไม่จำเป็นต้องนั่งสมาธิ อาจเดินอยู่ นั่งอยู่ ทำกิจวัตรใด ๆ อยู่ก็ตาม)แล้วเอ่ยดังนี้ (แรก ๆ การท่องอาจยาว แต่เมื่อทำทุกวันจะง่ายและไม่ยากเลย)


1.) วิธีการ “เปิดบุญ” กล่าวได้ดังนี้

“ข้าพเจ้าขออาราธนากระแสบารมีของคุณพระพุทธคุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ ได้ดลบันดาลบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้กระทำแล้ว
ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันโดยส่งกระแสแห่งบุญของข้าพเจ้านี้ถึงแด่ เหล่าภูติผี ปีศาจ เปรต อสูรกาย ยักษ์คนธรรม์นาคา ครุฑ กุมพัน มาร กินรา เทวดา-พรหมทั้งที่ดีและไม่ดี ยมบาล ยมฑูตเชื้อโรค ไวรัส แบคทีเรีย จุลินทรีย์สัตว์ที่เคยฆ่า ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว นายเวรนายบุญ ทั้งที่อยู่ในตัวและรอบ ๆ ตัวของข้าพเจ้า
ทั้งที่อยู่ในตัวและรอบ ๆ ตัวของ …(ระบุชื่อพ่อแม่พี่น้องหรือใครก็ได้ที่ท่านต้องการจะช่วยเหลือให้ครบ)….
และที่อยู่ที่บ้านข้าพเจ้า ที่ทำงานข้าพเจ้าและในทุกเส้นทางที่ข้าพเจ้าได้เดินทางไปมาในแต่ละที่ขอให้พวกท่านทั้งหลายจงได้รับซึ่งกระแสแห่งบุญนี้โดยทั่วถึงกันเมื่อได้รับแล้วขอให้โมทนาบุญร่วมกันขอให้พวกท่านได้ตั้งจิตอธิษฐานนำผลบุญนี้ไปสู่ภพภูมิที่ดีและขอให้พวกท่านที่เป็นศัตรูในตัวข้าและร่างต่าง ๆ ที่ท่านอาศัยอยู่จงได้กลับกลายมาเป็นมิตรคอยคุ้มครองป้องกันผองภัยบันดาลให้ข้าและพวกเขามีสุขภาพที่แข็งแรง เป็นคนดีมีศิลมีธรรม ……(อธิษฐานได้ตามที่ต้องการซึ่งหากต้องการจะระบุให้ญาติเราคนไหนได้รับอะไรก็ขอให้อธิษฐานแยกออกมาเช่น ขอให้พ่อของข้ามีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้น เป็นต้น)…..

และในวันนี้ข้าจะขอ “เปิดบุญ” ให้พวกท่านได้รับกันโดยทั่วถึง ดังนั้นตลอดทั้งวันนี้หากบุญใดจะเกิดขึ้นกับข้าไม่ว่าจะทางกายวาจา หรือใจก็ตาม ขออำนาจคุณพระพุทธคุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ ได้ส่งกระแสบุญที่จะบังเกิดขึ้นส่งถึงพวกท่าน

อย่างทั่วถึงกันโดยขอให้พวกท่านแบ่งสายการเข้ารับบุญดังนี้

- ภูติ ผี ปีศาจ เปรต อสูรกายยักษ์ เข้ามารับบุญทางเบื้องล่างข้า โดยขอให้มาเป็นแถว แถวใครแถวมัน ไม่แย่งกัน

- คนธรรม์ นาคา ครุฑ กุมพัน มาร เงือก กินราเข้ามารับบุญทางเบื้องซ้ายข้าโดยขอให้มาเป็นแถว แถวใครแถวมัน ไม่แย่งกัน

- สัตว์ที่เคยฆ่า เชื้อโรค แบคทีเรีย ไวรัส จุลินทรีย์เข้ามารับบุญเบื้องขวาข้าโดยขอให้มาเป็นแถว แถวใครแถวมัน ไม่แย่งกัน

- ญาติที่ล่วงลับ เข้ามารับบุญเบื้องหลังข้า โดยขอให้มาเป็นแถวไม่แย่งกัน- นายบุญ นายเวร เข้ามารับบุญเบื้องหน้าข้าโดยขอให้มาเป็นแถว แถวใครแถวมันไม่แย่งกัน

- เทวดา พรหม ทั้งที่ดีและไม่ดี ยมบาล ยมฑูตเข้ามารับบุญเบื้องบนข้า โดยขอให้มาเป็นแถว แถวใครแถวมัน ไม่แย่งกัน

เมื่อได้รับบุญกันแล้วขอให้ท่านจดจำสัญญาแห่งบุญเหล่านี้ไว้ แล้วบอกต่อ ๆกันไปเพื่อให้ทราบกฎในการเข้ารับบุญจากข้านี้และขอให้ท่านได้โมทนาบุญร่วมกันพร้อมตั้งจิตอธิษฐานนำผลบุญนี้นำพาท่านไปสู่ภพภูมิที่ดีขึ้นสิ่งลี้ลับใดรับบุญได้ก็ขอให้ตั้งจิตรับบุญที่เกิดขึ้นนี้แต่หากสิ่งลี้ลับใดที่ไม่สามารถรับบุญได้ในทันทีก็ขอบุญนี้จงแปลงเป็นอาหารถึงแก่พวกท่านให้ได้รับอย่างทั่วถึงกันและเมื่อรับบุญแล้วจงทำงานเพื่อเป็นการตอบแทนด้วยการเปลี่ยนจากศัตรูร้ายมาเป็นมิตรที่ดีให้กับข้า
และเจ้าของร่างที่ท่านอาศัยอยู่หรืออยู่รอบๆ ข้าง พร้อมทั้งช่วยคุ้มครองข้าและพวกเค้าให้ปลอดภัย
คลาดแคล้วจากภัยทั้งปวงให้มีสุขภาพที่แข็งแรงหายจากโรคภัยไข้เจ็บที่เป็นอยู่ ให้มีดวงตามองเห็นธรรมเป็นคนดีมีศิลมีธรรม ให้…….(อธิษฐานได้ตามต้องการ)

หากสิ่งลี้ลับกลุ่มใดไม่ทำงานหรือไม่พยายามทำงานพวกท่านก็จะไม่สามารถรับบุญจากข้าได้ ประตูบุญข้าจะถูกปิดอย่างอัตโนมัติ
หากสิ่งลี้ลับกลุ่มใดทำงานหรือพยายามทำงานท่านก็จะได้รับบุญของข้าอย่างต่อเนื่องและอัตโนมัติ
ขอให้แบ่งสายการเข้ารับกระแสบุญอย่างเป็นระเบียบ แถวใครแถวมัน ไม่แย่งกันไม่เอาเปรียบกัน ช่วยกันทำงานไม่เกี่ยงกันทำงาน ไม่แย่งกันทำงานในยามใดที่กลุ่มหนึ่งทำงานอยู่ ก็ขอให้ช่วยบอกอีกกลุ่มหนึ่งให้รอก่อนสักครู่
หากทำได้ตามนี้พวกท่านก็จะได้รับบุญที่เกิดขึ้นอย่างอัตโนมัติและต่อเนื่องตลอดทั้งวันขอเทวดา
หรือพรหมผู้มีบุญญาธิการในตัวข้าทุกองค์จงได้รับหน้าที่ในการเป็นผู้คอยควบคุมดูแลการเข้ารับบุญของกลุ่มสิ่งลี้ลับทั้งหลายพร้อมบอกกฏในการทำงานที่ได้รับมอบหมายให้แต่ละกลุ่มได้รับทราบโดยทั่วถึงกัน”

ขอให้ทุกท่านท่องอย่างนี้ทุกเช้า เพื่อเปิดบุญไว้โดยต้องเอ่ยบอกให้สิ่งลี้ลับรับรู้ถึงกฏระเบียบในการเข้ารับบุญเพื่อไม่ให้แย่งกันหรือ เอาเปรียบต่อกัน ดังนั้นตลอดทั้งวันเมื่อท่านสร้างความดีใด ๆก็แล้วแต่ บุญที่เกิดขึ้นก็จะถูกส่งถึงแด่สิ่งลี้ลับที่อยู่รอบตัวท่าน
และรอบตัวญาติๆ ท่าน (ที่ท่านได้ระบุไว้ข้างต้น) ให้ได้รับกระแสแห่งบุญนั้น ๆ อย่างทั่วถึงกันและเมื่อสิ่งลี้ลับต่าง ๆได้รับบุญแล้วเค้าก็จะตอบแทนท่านด้วยการทำงานตามที่ท่านต้องการให้ทำโดยเป็นไปด้การทำอย่างมีศิลและธรรมในทางที่ดี นั่นเองขอให้ทุกท่านสร้างสมความดีทุกวัน และเอ่ย “เปิดบุญ” ทุกเช้าเพื่อการสร้างความดีอย่างมีเมตตาที่ถึงพร้อม

สิ่งลี้ลับมีจริงเพียงแต่เรามองไม่เห็นเค้าเท่านั้นเอง การ “เปิดบุญ” “การโอนบุญ” และ “การเบิกบุญ” นี้
ได้รับคำชี้แนะจาก ครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบท่านได้ตรวจสอบวิธีการนี้จากในพระไตรปิฏก
และได้นำมาบอกกล่าวญาติโยมซึ่งข้าพเจ้าก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับความเมตตาจากท่าน และนำมาปฏิบัติอยู่ทุกวันนี้สุขภาพของข้าพเจ้าและครอบครัวดีขึ้นตามลำดับ ปัญหาที่เคยมีลดน้อยลงอย่างไม่น่าเชื่อข้าพเจ้ามีกำลังใจที่จะสร้างสมความดี อย่างต่อเนื่องมากขึ้นแม้ไม่ต้องบริจาคทรัพย์มากมาย เพียงแต่คิดดีปรารถนาดีกับทุกคนบุญก็บังเกิดแล้ว ทุกลมหายใจของข้าพเจ้าจึงเป็นไปด้วยการสร้างสมบุญอยู่ตลอดเพื่อเป็นการส่งกระแสแห่งบุญนี้ชดใช้ให้กับสิ่งลี้ลับต่าง ๆที่ข้าพเจ้าเคยกระทำพวกเค้าไว้และเป็นการช่วยให้พวกเขาได้ไปสู่ภพภูมิที่ดีขึ้นนั่นเอง

2.) วิธีการ “โอนบุญ”

การ “โอนบุญ”

เป็นการส่งผลบุญในลักษณะที่รวดเร็ว (3 วินาที)และส่งถึงเฉพาะเจาะจงกับกลุ่มสิ่งลี้ลับที่เราต้องการจะให้บุญเค้าโดยตรง
โดยบุญที่เราจะโอนให้นั้นมีด้วยกันหลายประเภทดังนี้

1.) บุญที่เกิดจากการทำทานด้วยการ “ให้” (ทุกอย่างที่เรียกว่าการให้) เช่น ใส่บาตรถวายสังฆทาน บริจาคเงินเพื่อทำบุญให้เงินช่วยเหลือคน ให้สิ่งของต่อกันให้อาหารสัตว์ ให้ธรรมทาน เป็นต้น

2.) บุญที่เกิดขึ้นเมื่อคิดดี พูดดีกระทำดี (ทุกอย่างที่ดีไม่ว่าจะเป็นการคิด การพูด หรือการกระทำ) เช่นอนุโมทนาบุญกับผู้ที่ทำความดี ช่วยเหลือคนในทุกรูปแบบ (เช่น บอกเส้นทางตักน้ำให้ดื่ม ช่วยแนะนำงาน ลุกให้คนแก่นั่ง ฯลฯ) การนั่งสมาธิ เป็นต้น

บุญจากการ “ให้” และ “การคิดดี-พูดดี-ทำดี” นี้จะเกิดภายใน 3 วินาทีเท่านั้น ดังนั้นเมื่อให้ทานหรือเมื่อคิดดี-พูดดี-ทำดีเมื่อไหร่ จึงต้องรีบส่งต่อผลบุญทันที (ไม่ต้องกล่าวก่อนให้ หรือไม่ต้องกล่าวขณะให้แต่ให้กล่าวเมื่อเสร็จสิ้นการให้แล้ว) ยกตัวอย่างเช่น

เมื่อ ส่งของถึงมือผู้รับแล้วเมื่อไหร่ค่อยกล่าวโอนบุญเมื่อนั้นก่อนที่บุญของเรา จะวิ่งขึ้นไปถูกเก็บไว้เบื้องบนโดยการส่งต่อผลบุญนั้นกล่าวได้ดังนี้

“บุญนี้ข้าพเจ้าขอให้กับ …….(เหล่าภูตผี ปีศาจ เปรต อสูรกาย ยักษ์ คนธรรม์ นาคา ครุฑ กุมพัน มาร เงือก
กินราสัตว์ที่เคยฆ่า เชื้อโรค ไวรัส แบคทีเรีย จุลินทรีย์ ญาติที่ล่วงลับไปแล้วเทวดา-พรหมทั้งที่ดีและไม่ดี
ยมบาล ยมฑูต (การกล่าวโอนบุญให้กับสิ่งลี้ลับทั้งหมดในเวลา 3 วินาทีคงจะไม่ทันแน่นอนดังนั้นจึงควรเลือกกล่าว ให้สิ่งลี้ลับอย่างใดอย่างหนึ่ง ทยอยไปเรื่อย ๆจนครบจะดีกว่า).…..ประจำตัวของ……(ข้าพเจ้า)…... หรือ…….(พ่อ แม่ พี่ น้อง ฯลฯ)จะระบุเป็นชื่อหรือไม่ก็ได้)……”


ตัวอย่าง “บุญนี้ข้าพเจ้าขอให้กับ ….นายเวรและเทวดา…ประจำตัวของ…ข้าพเจ้า….”

“บุญนี้ข้าพเจ้าขอแปลงเป็นอาหารให้กับ ….ภูตผี ปีศาจเปรต...ประจำตัวของ…นางสาว…(ระบุชื่อ)...”

“บุญนี้ข้าพเจ้าขอให้กับ…...เทวดาและพรหม…ประจำตัวของ…พ่อแม่ข้าพเจ้า….”

หมายเหตุ :กรณีโอนบุญให้กับภูติผี ปีศาจเปรต อสูรกาย ยักษ์ นั้น ต้องบอกนิดนึงว่าขอแปลงบุญนี้เป็นอาหารให้กับ…(ระบุ)….

ตัวอย่าง “บุญนี้ข้าพเจ้าขอแปลงเป็นอาหารให้กับ ภูตผี ปีศาจ เปรตอสูรกาย ยักษ์ ประจำตัวของข้าพเจ้า” เป็นต้น

* การ “โอนบุญ” บุญจะเกิดขึ้นค่อนข้างเร็ว (3 วินาที) จึงต้องรีบกล่าวอย่างรวดเร็วและควรกล่าวเมื่อ

“การให้หรือการคิดดีทำดีเสร็จสิ้นแล้ว” ไม่ต้องกล่าว “ก่อนให้” หรือ “ขณะที่ให้”
การโอนบุญจะเหมาะอย่างยิ่งกับสิ่งลี้ลับที่อยู่ภพภูมิต่ำ ๆ เช่น ภูตผี ปีศาจ เปรต อสูรกายยักษ์ นายเวร เป็นต้น

3.) วิธีการ “เบิกบุญ”

1. การ “เบิกบุญ”

ท่านสามารถกระทำได้ทุกเวลาที่ท่านว่างจากภารกิจหรือกิจการงานจะระบุให้สิ่งลี้ลับทุกกลุ่ม หรือจะเลือกให้บางกลุ่ม
เป็นการเฉพาะเจาะจงก็ได้สามารถกล่าวทำได้มากกว่า 1 รอบ

* ใน 1 วันขอให้ทุกท่านได้กล่าว “เปิดบุญ” ในช่วงเช้า และทำการกล่าว “เบิกบุญ” ในช่วงที่ท่านว่างจากภารกิจการงานและ

กล่าว “โอนบุญ” ในทุกครั้งที่ท่าน “ให้หรือมีการคิดดี พูดดี ทำดี” เกิดขึ้น หากท่านทำได้ครบทั้ง 3 อย่างในทุก ๆ วัน จะทำให้สิ่งลี้ลับที่อยู่ในตัวท่านรวมถึงสิ่งลี้ลับที่อยู่ในตัวญาติพี่น้องท่านที่ท่านได้กล่าวเรียกขานไว้แล้วเหล่านั้น ได้รับบุญของท่านอย่างอัตโนมัติและต่อเนื่องตลอดเวลาส่งผลให้เกิดการอโหสิกรรมและเกิดการส่งกระแสในทางที่ดีถึงท่านและครอบครัวสืบต่อไป *

ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่ได้สร้างความดีอย่างถึงพร้อม


2. เมื่อมีการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทางกาย วาจา ใจ
- ทางกาย เช่น ไหว้พระ ไหว้พ่อแม่ครูบาอาจารย์ ลุกให้เด็ก/คนชรานั่งปฏิบัติในศิล 5 ศิล 8 เป็นต้น
(แม้เพียงแค่ศิลบริสุทธิ์ภายใน 1 นาทีก็เป็นบุญแล้ว)

- ทางวาจา เช่น พูดจาดีต่อกัน พูดให้เกิดประโยชน์ในทางที่ดีต่อกัน เช่นบอกทาง เป็นต้น

- ทางใจ เช่น คิดดี จิตอยู่ในอาการนิ่งสงบ เป็นต้น

สิ่งข้างต้นที่กล่าวมานี้เป็นบุญทั้งสิ้นเมื่อเกิดขึ้นให้ขยันในการส่งบุญทันที (ภายใน 3 วินาที)
เช่นเดียวกันกับข้อ 1 โดยการส่งต่อผลบุญนั้นกล่าวได้ดังนี้

“บุญนี้ข้าพเจ้าขอให้กับ ….(นายเวรภูตผี ปีศาจ เปรต อสูรกาย ยักษ์ คนธรรม์ นาคา กุมพัน ครุฑ มาร แบคทีเรีย
ไวรัสเทวดา พรหม ที่เป็นญาติของข้าพเจ้า (อาจกล่าวทั้งหมดหรือเลือกกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้)……..ประจำตัวของ…(ข้าพเจ้า)….
หรือ…(พ่อแม่ พี่ น้อง ฯลฯ) จะระบุเป็นชื่อหรือไม่ก็ได้)……”


ตัวอย่าง “บุญนี้ข้าพเจ้าขอให้กับ ….นายเวรและเทวดา…ประจำตัวของ…ข้าพเจ้า….”

“บุญนี้ข้าพเจ้าขอให้กับ ….ภูตผี ปีศาจเปรต...ประจำตัวของ…นางสาวสุกัญญา….”

“บุญนี้ข้าพเจ้าขอให้กับ…...เทวดาและพรหม…ประจำตัวของ…พ่อแม่ข้าพเจ้า….”


3. การเบิกบุญจากสวรรค์มาใช้
อย่างที่กล่าวแล้วข้างต้นว่าบุญของแต่ละคนนั้นมีกันมากซึ่งส่วนใหญ่จะถูกเก็บไว้เบื้องบน เพื่อรอใช้กันในชาติหน้า
บุญนี้ไม่มีวันหมดยิ่งให้ยิ่งเพิ่ม ดังนั้นเราสามารถเบิกบุญเหล่านั้นมาให้กับสิ่งต่าง ๆ (ในโลกทิพย์)ที่อยู่รอบ ๆ ตัวเราได้ตลอด
โดยสามารถกล่าวได้ดังนี้

“ขออาราธนาบารมีคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ได้บันดาลบุญของข้าพเจ้าที่เคยสร้างสมมา
ตั้งแต่อดีตชาติจนถึงชาติปัจจุบันโดยส่งกระแสบุญนี้ถึง ….(นายเวร ภูตผี ปีศาจ เปรต อสูรกาย ยักษ์ คนธรรม์ นาคากุมพัน ครุฑ มาร แบคทีเรีย ไวรัส เทวดา พรหม ที่เป็นญาติของข้าพเจ้า (อาจกล่าวทั้งหมดหรือเลือกกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้)
……..ประจำตัวของ…(ข้าพเจ้า)….หรือ…(พ่อแม่ พี่ น้อง ฯลฯ)จะระบุเป็นชื่อหรือไม่ก็ได้)……ขอให้ท่านช่วยให้……….(ระบุ)……………….”

ตัวอย่าง “ขออาราธนาบารมีคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ได้บันดาลบุญ ของข้าพเจ้าที่เคยสร้างสมมา ตั้งแต่อดีตชาติจนถึงชาติปัจจุบัน โดยส่งกระแสบุญนี้ถึง….นายเวรและเทวดา…ประจำตัวของ…ข้าพเจ้า…. ขอให้ท่านช่วยให้…..ข้าพเจ้ามีความสุข…..”

ตัวอย่าง “ขออาราธนาบารมีคุณพระพุทธคุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ ได้บันดาลบุญของข้าพเจ้าที่เคยสร้างสมมา ตั้งแต่อดีตชาติจนถึงชาติปัจจุบัน โดยส่งกระแสบุญนี้ถึง….ภูตผี ปีศาจ เปรต…ประจำตัวของ…นางสาวสุกัญญา….” ขอให้ท่านช่วยให้…..นางสาวสุกัญญาหายจากโรคภัยที่เป็นอยู่…..”

ตัวอย่าง “ขออาราธนาบารมีคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ ได้บันดาลบุญของข้าพเจ้าที่เคยสร้างสมมา ตั้งแต่อดีตชาติจนถึงชาติปัจจุบัน โดยส่งกระแสบุญนี้ถึง….เทวดาและพรหม…ประจำตัวของ…พ่อแม่ข้าพเจ้า….” ขอให้ท่านช่วยให้…..พ่อแม่ข้าพเจ้ามีความสุข มีสุขภาพที่แข็งแรง…..”

4. การอบรมทางจิต
เป็นการช่วยเหลือคนที่อยู่รอบตัวเราที่อาจประพฤติปฏิบัติตนไม่ดีนักเราสามารถส่งกระแสจิตไปถึงบุคคลเหล่านั้น เพื่อให้เขามีนิสัยที่ดีขึ้นหรือตามลักษณะที่เราต้องการ (ในทางที่ดี) โดยการให้คิดบ่อย ๆเหมือนกับเราไปนั่งอยู่ตรงหน้าเขา ตัวอย่าง “ขอให้แฟนข้าพเจ้าเลิกเจ้าชู้ ขอให้ลูกข้าพเจ้าตั้งใจเรียน” เป็นต้น

5. การนั่งสมาธิ เดินจงกรม
ก่อนนั่งสมาธิ หรือเดินจงกรมให้กล่าวอธิษฐานก่อนการปฏิบัติดังนี้
“ขออำนาจบุญกุศลที่เกิดขึ้นขณะภาวนาจงสำเร็จแก่ เจ้ากรรมนายเวรที่อยู่ภายใน/ภายนอกร่างกาย เทวดาประจำตัว ภูตผี ปีศาจเปรตอสูรกาย ยักษ์ คนธรรม์ นาคา กุมพัน ครุฑ มาร แบคทีเรีย ไวรัส เทวดา
พรหมที่เป็นญาติของข้าพเจ้า ที่อยู่บริเวณนี้ขอให้ท่านอย่าได้ขัดขวางการปฏิบัติภาวนาของข้าพเจ้า
และบุญที่จะเกิดจากนี้ขอให้พวกท่านได้รับโดยทั่วถึงกัน”

6. เวลาจิตใจหงุดหงิด ฟุ้งซ่าน โกรธ กระสับกระส่ายทุกข์เกิดขึ้นที่จิต
นั่นหมายความว่ามีการส่งกระแสชั่วร้ายบางอย่างมาถึงท่านกระแสเหล่านั้นจะมาจาก ….(นายเวร ภูตผี ปีศาจ เปรต อสูรกาย ยักษ์ คนธรรม์ นาคากุมพัน ครุฑ มาร แบคทีเรีย ไวรัส เทวดาที่ไม่ดี พรหมที่ไม่ดี)ให้ตั้งจิตอธิษฐานกล่าวดังนี้
“ขออาราธนาบารมีคุณพระพุทธ คุณพระธรรมคุณพระสงฆ์ได้บันดาลบุญของข้าพเจ้าที่เคยสร้างสมมา
ตั้งแต่อดีตชาติจนถึงชาติปัจจุบันโดยส่งกระแสบุญนี้ถึง …(นายเวร ภูตผี ปีศาจ เปรต อสูรกาย ยักษ์ คนธรรม์ นาคา กุมพันครุฑ มาร แบคทีเรีย ไวรัส เทวดาที่ไม่ดี พรหมที่ไม่ดี)
(อาจกล่าวทั้งหมดหรือเลือกกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้)……..ประจำตัวของ…(ข้าพเจ้า)….หรือ…(พ่อแม่ พี่ น้อง ฯลฯ) จะระบุเป็นชื่อหรือไม่ก็ได้)……ขอให้ท่านช่วยให้อาการ….(ระบุ)…ที่เกิดขึ้นกับข้าพเจ้าระงับดับสิ้นลงด้วยเถิด”


ตัวอย่าง “ขออาราธนาบารมีคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ได้บันดาลบุญ ของข้าพเจ้าที่เคยสร้างสมมา ตั้งแต่อดีตชาติจนถึงชาติปัจจุบัน โดยส่งกระแสบุญนี้ถึง….ยักษ์…ประจำตัวของ…ข้าพเจ้า….ขอให้ท่านช่วยให้อาการ…. โกรธ…ที่เกิดขึ้นกับข้าพเจ้าระงับดับสิ้นลงด้วยเถิด”

7. เวลาจิตใจสงบสุข เป็นสุข ปิติ ขนลุก อิ่มบุญ

นั่นหมายความว่ามีการส่งกระแสความดีบางอย่างมาถึงท่านกระแสเหล่านั้นจะมาจาก เทวดาและพรหมในส่วนที่ดี ที่เป็นญาติท่านส่งมาถึงท่านยิ่งถ้าเป็นนักปฏิบัติธรรมแล้ว การได้สัมผัสอย่างนี้ต้องรีบส่งบุญตอบกลับทันที เพราะเมื่อเค้าได้รับบุญแล้วเค้าจะอำนวยอวยพรให้การปฏิบัติของท่านเจริญก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไปให้ตั้งจิตอธิษฐานกล่าวดังนี้

ตัวอย่าง “ขออาราธนาบารมีคุณพระพุทธคุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ ได้บันดาลบุญของข้าพเจ้าที่เคยสร้างสมมา ตั้งแต่อดีตชาติจนถึงชาติปัจจุบัน โดยส่งกระแสบุญนี้ถึง….เทวดาและพรหมที่เป็นญาติของข้าพเจ้า… ขอให้ท่านช่วย ให้ ……(ระบุ)เช่น การปฏิบัติธรรมของข้าพเจ้าเจริญก้าวหน้าขึ้น เป็นต้น…….”

8. เวลาเจ็บไข้ได้ป่วย
นั่นหมายความว่าเจ้ากรรมนายเวรของท่านได้ส่งกระแสบางอย่างมาถึงท่านตามอวัยวะของท่าน
เพื่อกระตุ้นให้ท่านส่งบุญชดใช้พวกเค้า ท่านสามารถตั้งจิตอธิษฐานกล่าวได้ดังนี้
ตัวอย่าง “ขออาราธนาบารมีคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ ได้บันดาลบุญของข้าพเจ้าที่เคยสร้างสมมา ตั้งแต่อดีตชาติจนถึงชาติ ปัจจุบันโดยส่งกระแสบุญนี้ถึงเจ้ากรรมนายเวรที่มาเบียดเบียน
ข้าพเจ้า….(ระบุอวัยวะเช่นที่ท้องข้าพเจ้า)….ขอให้อาการเจ็บปวดเหล่า นั้นจงหายไปในทันที”

9. ก่อนจะนอนหลับท่านสามารถตั้งจิตอธิษฐานกล่าวได้ดังนี้
ตัวอย่าง “ขออัญเชิญเทวดาที่อยู่ประจำตัวข้าพเจ้าได้ช่วยคุ้มครองให้ข้าพเจ้านอนหลับด้วยความปลอดภัย ก่อให้เกิดสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีเมื่อยามตนและเทวดาประจำตัวของข้าพเจ้าท่านใดที่เก่งในด้านการรักษาขอเชิญท่านได้เข้าสู่ร่างกายข้าพเจ้าเพื่อทำการรักษาโรคภัยที่มีอยู่ในกายของข้าพเจ้าด้วยเถิดอันเมื่อท่านได้ทำแล้ว ข้าพเจ้าก็ขอส่งกระแสแห่งบุญของข้าพเจ้าถึงแด่ ท่านโดยทันที”

10. ก่อนเดินทางออกจากบ้านไปที่ทำงาน/ที่ใดๆ
หรือแม้แต่การเดินทางจากที่ทำงาน/ที่ใด ๆ กลับบ้านก็ตามท่านสามารถตั้งจิตอธิษฐานกล่าวได้ดังนี้
ตัวอย่าง“ขออาราธนาบารมีคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ ได้บันดาลบุญของข้าพเจ้าที่เคยสร้างสมมาตั้งแต่อดีตชาติจนถึงชาติ ปัจจุบันโดยส่งกระแสบุญนี้ถึงเหล่า เทวดา พรหม ภูตผี ปีศาจ เปรต อสูรกาย ยักษ์ คนธรรม์ นาคากุมพัน ครุฑ มาร แบคทีเรีย ไวรัส ที่ข้าพเจ้า กำลังจะผ่านไปนี้ให้ได้รับซึ่งกระแสแห่งบุญโดยทั่วถึงกัน ท่านใดสามารถรับได้ขอให้มาเตรียมการรอรับได้เลย”

11. ทุกครั้งที่มีการพลาดด้วยการเผลอฆ่าสัตว์ไปจะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม
ท่านต้องพึงระลึกในการส่งกระแสบุญโดยทันทีแม้จะผ่านมาแล้วแต่ยังนึกได้หรือไม่ก็ตามในแต่ละวัน
ท่านต้องดำเนินการส่งให้เป็นนิสัยโดยท่านสามารถตั้งจิตอธิษฐานกล่าวได้ดังนี้
ตัวอย่าง “ขออาราธนาบารมีคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ ได้บันดาลบุญของข้าพเจ้า
ที่เคยสร้างสมมาตั้งแต่อดีตชาติจนถึงชาติปัจจุบัน โดยส่ง กระแสบุญนี้ถึงเหล่าสรรพสัตว์
(จะระบุประเภทสัตว์เลยก็ได้) ที่ข้าพเจ้าได้ เคยฆ่าหรือมีส่วนฆ่าให้ได้รับผลบุญนี้ด้วยเทอญ”

“ ท่านทั้งหลายลองเอาไปปฎิบัติดู
เหมือนมีคนเอาผลไม้มาให้ชิมบอกว่าหวาน
เราไม่ชิม จะรู้ได้อย่างไรว่าหวาน”


ชี้แจงกรณีที่ผู้กล่าวว่าการเบิกบุญ โอนบุญไม่มีในพุทธศาสนา

https://www.youtube.com/watch?v=822fRs6j6BU